บทความ

Thailand's stalemate and uneasy accommodation

Thailand's stalemate and uneasy accommodation
 
THITINAN PONGSUDHIRAK
 
Thailand has regained relative calm and stability over the past year. After the worst floods in half a century subsided in early 2012, on the back of political crisis and turmoil that date back to 2005, Prime Minister Yingluck Shinawatra's government has some breathing space to roll out its consumption-driven "populist" policy agenda.
However, the street protests against the Yingluck government have not gone away. In October-November last year, a royalist-conservative movement called Pitak Siam, which opposed Ms Yingluck's brother Thaksin Shinawatra, mobilised and turned up more than 10,000 demonstrators at its peak. But the anti-Thaksin movement could not produce broad-based support as in 2005-06 and 2008, when it was instrumental in overturning Thaksin-backed governments.
After all that has been said and seen in recent years, Thai politics has reached a plateau, characterised by an uneasy accommodation on one hand and a protracted stalemate on the other.

การเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน

โดย ดร.พรรณชฎา ศิริวรรณบุศย์ อาจารย์ประจำ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 9 เมษายน 2556 จาก มติชนออนไลน์
 

การศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง (Civic Education)

การศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองตามโรงเรียนในกรุงเทพมหานคร
 

การสำรวจความเห็นเยาวชนมุสลิม

การสำรวจความเห็นเยาวชนมุสลิม
 
ทางมูลนิธิฟรีดริช เนามัน และสถาบันเกอเธ่ ได้ร่วมมือกับศูนย์วิจัยความคิดเห็นประชาชนมาเลเซียเมอเดคา และเล็มเบก้า เซอร์เวย์ อินโดนีเซีย เพื่อถามเยาวชนชาวมุสลิมอายุระหว่างอายุ 15-25 ปี ทั้งในมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ว่ามีความรู้สึกอย่างไรกับประเทศ สังคม และครอบครัวของตน
 
ใจความหลักจากแบบสอบถามเยาวชนมุสลิม
 
92% ของเยาวชนมุสลิมมีความสุขกับชีวิตของตน
70% ต้องการให้กุรอานทำหน้าที่แทนกฎหมายรัฐธรรมนูญมาเลเซีย

Seeing Red: Assessing the Opposition's Chances in the Next Vote

ในวันที่10 มีนาคม พ.ศ.2554 สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทยจัดการสนทนาเรื่อง ‘Seeing Red: Assessing the opposition’s chances in the Next Vote’ งานนี้เป็นการสนทนากับอดีตรัฐมนตรียุคของทักษิณ ชิณวัตร สองท่านคือ นายสุรนันท์  เวชชาชีวะ และนายพงษ์เทพ เทพกาญจนา
 
 
สุรนันท์เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยมีโอกาสที่จะได้คะแนนเสียงมาเป็นอันดับหนึ่งในการเลือกตั้งสูง แต่ไม่น่าจะได้เกินกึ่งหนึ่งของเสียงทั้งหมด โดยปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อผลการเลือกตั้งคือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ การจัดการผลกระทบจากการตายของคนเสื้อแดงในเดือนเมษายนปีที่แล้วของรัฐบาล ปัญหาจากกรณีฟิลลิป มอร์ริส นอกจากนี้ยังมีปัญหาเศรษฐกิจ เช่นปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งสุรนันท์วิพากษ์รัฐบาลว่าไม่มีนโยบายเศรษฐกิจที่แท้จริง เป็นเพียงแต่การแบ่งปันผลประโยชน์ของพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น สุรนันท์ยังเสริมด้วยว่ากรุงเทพฯ เป็นเขตเลือตั้งที่สำคัญต่อผลของการเลือกตั้งเพราะมีผลต่อความชอบธรรมของรัฐบาล

คนไทยมีสิทธิรับความคุ้มครอง ภายใต้ The European Convention on Human Rights

คนไทยในยุโรปมีสิทธิได้รับความคุ้มครอง ภายใต้ The European Convention on Human Rights หากถูกละเมิด

 

แนวทางการแก้ปัญหา เรื่อง"การโยกย้ายถิ่นฐานและความมั่งคั่งของชาติ"

การประชุมเครือข่ายเศรษฐกิจเสรีแห่งเอเชีย 2010

การโยกย้ายถิ่นฐานและความมั่งคั่งของชาติ

7-9 ตุลาคม พ.ศ. 2553

บทแปล เศรษฐกิจแบบตลาดกับความยุติธรรม - เพื่อการกลับมาของค่านิยม ปาถกฐาของ ดร. วอลฟ์กัง แกร์ฮารท์

เศรษฐกิจแบบตลาดกับความยุติธรรม -
เพื่อการกลับมาของค่านิยม

ดร. วูลฟกัง แกร์ฮาร์ท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ประธานกรรมการมูลนิธิ Friedrich-Naumann-Stiftung für die Freiheit

ปัจจัยอื่นนอกจากระบบเศรษฐกิจแบบตลาด เช่น เงื่อนไขที่จำเป็นในการมีเสรีภาพและความตระหนักในภัยคุกคามของเสรีภาพได้สูญหายไปจากวัฒนธรรมเยอรมันนานก่อนเสียที่เราจะได้นิยามว่าสิ่งนั้นคือวิกฤตเศรษฐกิจเสียอีก คำว่าการแข่งขันกลายเป็นเสมือนแพะรับบาป ที่สนใจเรื่องนี้ที่สุดน่าจะเป็นพวกนักวาทะวิทยาที่เชี่ยวชาญเรื่องความยุติธรรมที่ยังตั้งข้อสงสัยไม่รู้จบกับข้อเสนอแนะเปลี่ยนแปลงนิยามทางสวัสดิการสังคมอย่างคำว่า “ความยุติธรรมระหว่างคนแต่ละรุ่น” และ “ความเป็นธรรม” และพยายามอย่างที่สุดที่จะหาคำอธิบาย ในขณะที่การพัฒนาของตลาดเศรษฐกิจทั่วโลกบนความเสี่ยงของวิกฤตในไตรมาสสุดท้ายของคริสตศักราช 2008 นั้นไม่เพียงส่งผลลบต่อภาวะเศรษฐกิจในเยอรมนีเท่านั้น แต่ลึกลงไปยังให้เกิดการเพรียกหาระบบเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักการของตลาดและการแข่งขัน และยังให้สถานการณ์การใช้อคติและคตินิยมในตลาดรุนแรงขึ้นด้วย โดยที่ความตระหนักถึงความเชื่อมโยงและผลที่จะตามมาของระบบดังกล่าวนั้นแทบจะเลือนหายไป

เสรีภาพทางเศรษฐกิจและความมั่งคั่ง โดย ไมเคิล วอลเกอร์ ( Econiomic Freedom and Prosperity by Michael Walker)

เอกสารนำเสนอในการประชุมของสถาบันนักคิดเสรีในมูลนิธิฟรัดิช เนามัน เมื่อเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ว่าด้วย การอภิปรายถกเถียงเรื่องโครงหลัก ๆ ของเสรีภาพทางเศรษฐกิจของดัชนีโลกและเรื่องหลักฐานบางส่วนที่ได้รวบรวมมาเกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ตลอดจนเงื่อนไขด้านอื่น ๆ ของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับระดับของเสรีภาพทางเศรษฐกิจ

ท่านสามาถอ่านและดาวน์โหลดบทความดังกล่าวที่แปลเป็นภาษาไทยได้ ตามเอกสารที่แนบมา หรือดาวน์โหลดเอกสารต้นฉบับภาษาอังกฤษได้ที่ http://www.liberal-international.org/contentFiles/files/Walker.pdf

บารอมิเตอร์วัดเสรีภาพทางเศรษฐกิจประจำปี 2009

มูลนิธิฟรีดิช เนามันเพื่อเสรีภาพได้จัดทำดัชนีชี้วัดเสรีภาพในเอเชียขึ้นใหม่ บารอมิเตอร์วัดเสรีภาพในเอเชียประจำปี 2009 จะพิจารณาจากสิทธิ 3 ประการ อันได้แก่ สิทธิทางการเมือง กฎหมายและเศรษฐกิจ การวิเคราะห์ตัวชี้วัดอิสระภาพในแต่ละประเทศในภูมิภาคเอเชียแต่ละประเทศอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ ผลวิเคราะห์ที่ได้ส่วนมากจะสอดคล้องกับดัชนีหลักอื่นๆขององค์กรต่างๆ อาทิ องค์การฟรีดอมเฮาส์ (The Freedom House) และองค์การเสรีภาพทางเศรษฐกิจของโลก (The Economic Freedom of the World) อย่างไรก็ดี ในบางกรณีจากปัจจัยทางเสรีภาพของบารอมิเตอร์วัดเสรีภาพภาพส่งผลให้มาตรวัดมี “ความเป็นกลาง” มากขึ้น

 

คำปราศรัยของนายอันวา อิบราฮิม ในพิธีเปิดการประชุมเสรีนิยมนานาชาติ ครั้งที่ 56 ณ กรุงไคโร เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2552

อ้างจากกวีนิพนธ์ที่มีชื่อเสียงของ จอนห์ ดันน์ ที่กล่าวไว้ว่า

“มนุษย์เป็นช่นเกาะที่ตั้งอยู่ได้ด้วยตนเอง
มนุษย์ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของพื้นพสุธา
เป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญ”

ความประทับใจที่ได้รับจากการเข้าอบรม หัวข้อ No Education : No Freedom, No Opportunity ที่ประเทศเยอรมนี

โดย คุณเชษฐา ทรัพย์เย็น
Senior Researcher and Deputy Director of IFD Training Center

                ผมได้รับโอกาสจาก FNF ประเทศไทย เข้ารับการอบรมสัมมนาที่ประเทศเยอรมนีในหัวข้อเรื่อง No Education : No Freedom, No Opportunity ณ สถาบันฝึกอบรม Theodor-Heuss-Akademie เมืองกุมเมอร์สบาร์ค

การศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง (Civic Education): พัฒนาการเมืองไทยโดยสร้างประชาธิปไตยที่ “คน”

โดย ปริญญา เทวานฤมิตรกุล
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

บทนำ : ความล้มเหลวของประชาธิปไตยในประเทศไทย

จากตัวเลขการรัฐประหารที่ฉีกรัฐธรรมนูญจำนวน 8 ครั้ง การรัฐประหารที่ไม่ฉีกรัฐธรรมนูญอีก 4 ครั้ง และรัฐธรรมนูญจำนวน 18 ฉบับในระยะเวลา 76 ปี กับเหตุการณ์นองเลือดอีก 3 เหตุการณ์ โดยมีสิ่งที่ได้มาคือ การเมืองที่ยังไม่ก้าวหน้าไปไหน นักการเมืองแก่งแย่งตำแหน่งแบ่งเก้าอี้ ประชาชนแตกแยกขัดแย้งแบ่งข้าง และเกิดความรุนแรงจนเกือบจะเกิดเหตุการณ์นองเลือดหลายครั้งในช่วงปี 2551 จนถึงช่วงสงกรานต์ปี 2552 ที่ผ่านมา โดยยังคงมีแนวโน้มที่อาจจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงอีก หรืออาจถึงขนาดเป็นสงครามกลางเมืองในอนาคต เป็นสิ่งที่ทำให้เรากล่าวได้ว่า ประชาธิปไตย – อย่างน้อยจนถึงในขณะนี้ – ไม่ประสบความสำเร็จ ในประเทศไทย

ทำไมประชาธิปไตยที่ประสบความสำเร็จในยุโรปและในอเมริกา จึงกลับล้มเหลวในประเทศไทย เป็นเพราะประชาธิปไตย ไม่เหมาะ กับประเทศไทย หรือปัญหาอยู่ที่ คนไทย ? ถ้าความล้มเหลวของประชาธิปไตยมีสาเหตุมาจาก คนไทย แล้ว ใคร หรือคนกลุ่มไหนในประเทศไทยเป็นตัวปัญหาที่ทำให้ประชาธิปไตยล้มเหลว ?

สุนทรพจน์ในงานเลี้ยงรับรองเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ณ. สถานทูตประเทศเยอรมนี ประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์

สุนทรพจน์ในงานเลี้ยงรับรองเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ณ. สถานทูตประเทศเยอรมนี ประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์

กล่าวเปิดพิธีโดย ด็อกเตอร์ ไรเนอร์ อาดัม ผู้อำนวยการส่วนภูมิภาคมูลนิธิ ฟรีดริช เนามัน

ครบรอบ ๒๐ ปี ของการทลายกำแพงเบอร์ลิน ตามนัยของนโยบายต่างประเทศเยอรมนี สืบเนื่องจากผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา 

กราบเรียนด็อกเตอร์ กุนเธอร์ กรูเบอร์ (Dr. Günter Gruber) ท่านเอกอัครราชทูตเยอรมนี ประจำประเทศมาเลเซีย ท่านโกฮิลัน พิลเล่ย์ (Kohilan Pillay) วุฒิสมาชิกกิตติมศักดิ์ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่าน ดาโต๊ะ ลี ชี ลุง (Datuk Lee Chee Leong) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ ท่านแขกผู้มีเกียรติ ท่านสุภาพสตรี และสุภาพบุรุษทุกท่าน

กฎพื้นฐานสิบสองข้อเพื่อการเป็นนักการเมืองผู้ประสบความสำเร็จ

โดยไรเนอร์ แอร์เคนส์

ในฐานะที่มูลนิธิฟรีดริช เนามันเป็นมูลนิธิที่สนับสนุนนโยบายทางการเมืองในแนวทางเสรีนิยม และมีส่วนในการให้คำปรึกษาด้านการเมืองทั่วโลก เราทำงานร่วมกับนักเสรีนิยมและพรรคการเมืองเสรีนิยมกว่า 50 ประเทศ เพื่อนโยบายและเป้าหมายที่เรายึดมั่น นั่นคือ ปกป้องสิทธิมนุษยชน สนับสนุนหลักนิติรัฐ และสร้างความแข็งแกร่งแก่ระบอบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมและตลาดเสรี

อย่างไรก็ตาม จากหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้เห็นว่า การเมืองสามารถกลายเป็นหลุมศพของบุคคลผู้มีความคิดดีๆและมีความตั้งใจที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งได้ ยกตัวอย่างเช่น นักเสรีนิยมหลายคนเห็นปัญหาในประเทศของตนอย่างชัดเจน ทั้งยังมีแนวคิดที่แปลกใหม่และน่าเชื่อถือสำหรับการแก้ปัญหาดังกล่าว แต่ในสนามแห่งการแข่งขันทางการเมือง พวกเขาเหล่านั้นกลับพ่ายแพ้ แต่มูลนิธิของเราไม่คิดว่านั่นคือโชคชะตาที่ถูกกำหนดมาและหลีกหนีไม่ได้ แต่เรากลับเชื่อว่านักเสรีนิยมที่ดีสามารถเป็นนักการเมืองที่ประสบความสำเร็จได้หากพวกเขาได้ปฎิบัติตามกฎง่ายๆ ซึ่งจะช่วยให้ฝันของพวกเขาเป็นจริง ได้รับการสนับสนุนจากการลงคะแนนเสียงมากขึ้นและชนะคู่แข่งทางการเมืองได้

“ถังความคิด (Think Tank)” : บทสัมภาษณ์ 12 นักคิด เพื่อร่วมกันค้นหาอนาคตสังคมไทย

โดย กานต์ ยืนยง
ที่มา http://www.siamintelligence.com/think-tank-for-thai-future/

หมายเหตุ: หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในหนังสือที่ทางมูลนิธิฟรีดริช เนามันสนับสนุนการตีพิมพ์ เพื่อส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง อันเป็นหนึ่งในสาระของความเป็นประชาธิปไตย ด้วยเนื้อหาที่เป็นบทสัมภาษณ์ของนักคิด และผู้ที่มีบทบาทในการเมืองไทยปัจจุบัน

นับจาก 19 กันยายน 2549 เมืองไทยก็เข้าสู่ “กลียุค(Choas)” มีการชุมนุมประท้วงทั้งฝ่ายสนับสนุนและต่อต้านนับครั้งไม่ถ้วน มีความสูญเสียเศร้าสลดไปทั่วทุกหนแห่ง แต่กระนั้น “สังคมไทย” ก็ยังสับสนเพราะไม่สามารถค้นหา “ทางออก” เพื่อนำไปสู่อนาคตที่ดีกว่าได้

บางที “วิกฤตการเมือง” ครั้งนี้ อาจสิ้นสุดลงได้ หากสังคมไทยสามารถค้นพบ “อนาคตใหม่” ที่สดใส ชัดเจน และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันก้าวเดินไปข้างหน้าร่วมกัน

think-thank

“ถังความคิด (Think Tank)” คือ หนังสือรวมบทสัมภาษณ์ 12 ผู้ทรงอิทธิพลทางความคิด เพื่อร่วมกันขบคิดค้นหา “อนาคตใหม่” ของสังคมไทยท่ามกลาง “วิกฤตการเมือง” ที่เรื้อรังรุมเร้า

งานของพวกเรา: ว่าด้วยเรื่องเสรีภาพ

มูลนิธิฟรีดริช เนามัน มีชื่อและตราสัญลักษณ์ใหม่ ซึ่งอ่านได้ว่า:

ฟรีดริช เนามัน ชติฟตุง เฟือ ดี ฟไรไฮท์ (Friedrich-Naumann-Stiftung für die Freiheit) หรือ มูลนิธิฟรีดริช เนามันเพื่อเสรีภาพ

สำหรับนักเสรีนิยมแล้ว คุณค่าหลักที่เป็นรากฐานของสังคมก็คือเสรีภาพและอิสรภาพ อย่างไรก็ตาม ในหลายประเทศทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่ที่ประเทศเยอรมนีเอง อุดมการณ์ด้านเสรีภาพถูกโจมตีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ผู้คนต่างพุ่งเป้าไปที่ความเสมอภาคของผลลัพธ์ หรือกล่าวถึงเสรีภาพส่วนบุคคลด้วยความระแวงเพราะนิยาม “ความเป็นธรรมทางสังคม” หรือ “ความมั่นคง” แบบผิด ๆ ความรู้สึกด้านลบต่ออุดมการณ์เสรีนิยมดังกล่าว สามารถสังเกตเห็นได้จากการต่อต้านตลาดเสรีและการแข่งขัน รวมทั้งความพยายามที่จะจัดระเบียบและควบคุมคำพูดของประชาชนในที่สาธารณะ ควบคุมการแต่งกาย พฤติกรรม อาหารที่บริโภคเข้าไป ตลอดจนบุคคลที่คบค้าสมาคมด้วย ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว “สงครามจากความหวาดกลัว” นี้ ยังได้รับเสียงตอบรับอย่างกระตือรือร้นจนน่าสงสัยจากรัฐบาลทั่วโลก ทั้งในหมู่ประเทศที่ร่ำรวยและยากจน ในการขยายอำนาจของตำรวจและควบคุมเสรีภาพส่วนบุคคล

ประสบการณ์ของผม ณ International Academy for Leadership ในเยอรมนี

ดร.ปัณณ์ อนันอภิบุตร
คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

เมื่อได้รู้ว่าจะได้เดินทางไปเยอรมนี ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ผมจะได้ไปเยือนยุโรป แม้ว่าผมจะได้เดินทางไปเยือนทวีปต่างๆ มาหลายทวีปแล้วก็ตาม แต่ยังคงไม่เคยได้มาเยือนยุโรปเสียที ต้องขอขอบคุณมูลนิธิฟรีดริช เนามัน เป็นอย่างสูงที่ได้ให้โอกาสแก่ผมในครั้งนี้