แนวคิดเสรีนิยม

Liberalism-แนวคิดแบบเสรีนิยม

นักเสรีนิยมมองว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีความต้องการเสรีภาพอยู่แล้ว มนุษย์และสังคมไม่สามารถอยู่รอดได้หากไร้ซึ่งเสรีภาพ จึงไม่แปลกที่แนวคิดเกี่ยวกับเสรีภาพจะมีบทบาทสำคัญในทุกๆที่และทุกๆช่วงเวลาในประวัติศาสตร์

การเรียกร้องพื้นที่ที่ปลอดจากการถูกคุกคามจากผู้มีอำนาจได้ปรากฎให้เห็นตั้งแต่ในยุคโบราณและยุโรปยุคกลาง แต่ในตอนนั้นจะมีการให้ความสำคัญกับเสรีภาพส่วนรวมมากกว่าเสรีภาพส่วนบุคคล

รัฐที่มีขอบเขตอำนาจที่จำกัด (Minimal State) ตลาดเสรี และสันติภาพ

แนวความคิดที่ว่ากฎหมายจะมีความชอบธรรมก็ต่อเมื่อเสรีภาพส่วนบุคคลได้รับการยอมรับเริ่มปรากฎให้เห็นเด่นชัดในศตวรรษที่ 18 ในยุคภูมิธรรมของยุโรป

ใน Two Treatises on Government (1690) จอห์น ล็อค (John Locke) เป็นคนแรกที่เขียนว่า บุคคลแต่ละคนย่อมเป็นเจ้าของ ความชอบธรรมของรัฐซึ่งอยู่บนพื้นฐานของ "สัญญาประชาคม"(Social Contract) หมายความว่าผู้ถูกปกครองยอมอยู่ใต้อำนาจของผู้ปกครอง เพื่อให้ผู้ปกครองทำหน้าที่ปกป้องสิทธิของประชาชนในการดำรงมีเสรีภาพ มีชีวิต และทรัพย์สิน

“... หลักการเบื้องต้นของแนวความคิดแบบเสรีนิยม เรียกร้องว่า การจำกัดเสรีภาพส่วนบุคคลที่ทุกคนจำเป็นต้องยอมรับเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมนั้นจะต้องมีอยู่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้...”

คาร์ล ป็อปเปอร์ (ค.ศ. 1956)

ในระยะเวลาที่ผ่านมา หลักการดังกล่าว ซึ่งยังเป็นหัวใจของแนวคิดแบบเสรีนิยมจนถึงปัจจุบัน ภายหลังมีการนำมากลั่นกรองและพัฒนาเป็นทฤษฎีทางการเมืองแบบเสรีนิยมที่มีลักษณะดังต่อไปนี้

ประการแรก: บทบาทของรัฐจะต้องมีอยู่จำกัด
การดำเนินการ และ การใช้อำนาจใดๆ ของรัฐ จะต้องยึดมั่นในหลักการปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเคร่งครัด ความคิดดังกล่าวของ ล็อกได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมโดยมองเตสกิเออร์ (Montesquieu) เอมานูเอล คานท์ (Immanuel Kant) วิลเฮม ฟอน ฮุมโบลท์ (Wilhelm von Humboldt) โธมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) จอห์น สจ๊วร์ต มิลล์ (John Stuart Mill) และนักปราชญ์อื่นๆอีกมากมาย

ประการที่สอง: ตลาดเสรี
เสรีภาพทางเศรษฐกิจคือหนทางที่ดีที่สุดที่จะนำไปสู่ความมั่งคั่งของทุกคน เป็นแนวความคิดที่นักเศรษฐศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่นับตั้งแต่อดัม สมิธ (Adam Smith) จนถึงลุดวิค ฟอน มีซ (Ludwig von Mises) และฟรีดิช เอ ฟอน ฮาเย็ค (Friedrich A. von Hayek) ได้อธิบายอย่างเป็นระบบตลอดมา

ประการที่สาม: สันติภาพ
นักเสรีนิยมให้ความสำคัญทั้งกับสันติภาพภายในประเทศและสันติภาพระหว่างประเทศ ในปี ค.ศ. 1975 ในงานเขียนที่ชื่อว่า “ณ สันติภาพตลอดกาล” (On Eternal Peace) คานท์ได้จารึกแนวความคิดในเรื่องสันติภาพได้ลงในผลงานเขียนที่เป็นอัมตะ

สงครามเป็นต้นเหตุที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดการทำลายเสรีภาพ เพราะฉนั้นเสรีภาพจึงเป็น “ยา”ที่ใช้ในการต่อต้านสงครามได้ดีที่สุด ด้วยเหตุนี้เองเสรีภาพในการเดินทาง การเปิดพรมแดน และ การค้าเสรี จึงเป็นข้อเรืยก ร้องพื้นฐานของนักคิดแนวเสรีนิยม

เรื่องราวของความสำเร็จ

ในไม่ช้า แนวความคิดแบบเสรีนิยมก็กลายเป็นแนวความคิดทางการเมืองที่มีอิทธิพลอย่างมาก หลังจากปฏิวัติอเมริกาในปี ค.ศ. 1776 และการปฏิวัติฝรั่งเศสในค.ศ. 1789 ศตวรรษที่ 19 คือช่วงที่แนวคิดเสรีนิยมได้พัฒนาเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองทั่วโลก มีการนำแนวคิดเรื่องนิติรัฐไปใช้จริงอย่างแพร่หลาย เสรีภาพในการแสดงออกได้รับการรับประกัน แม้ในที่ที่ลัทธิเสรีนิยมดูเหมือนจะล้มเหลว เช่นในการปฏิวัติปีค.ศ. 1848 ก็ยังเห็นได้ชัดเจนว่า เป็นไปไม่ได้ที่การเมืองตามแนวคิดแบบเสรีนิยมจะถูกขัดขวางอีกต่อไป

ในเชิงเศรษฐศาสตร์แล้ว แนวความคิดแบบเสรีนิยมซึ่่งเชื่อในระบบเศรษฐกิจแบบกลไกตลาดสามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับปวงชนได้

การปฏิวัติอุตสาหกรรม ถือเป็นก้าวแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ที่มนุษย์ อย่างน้อยก็ในยุโรป สามารถเอาชนะความโหดร้ายจากความอดอยากที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากได้ หลังจากปีค.ศ. 1847 เป็นต้นมาความอดอยากไม่เกิดขึ้นอีกเลยในยุโรปในช่วงที่มีสันติภาพ

“สภาพความเป็นอยู่ที่ดี อันเป็นผลมาจากการใช้แนวความคิดแบบเสรีนิยมทำให้อัตราการเสียชีวิตของทารกลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งการเสียชีวิตนี้เคยถือได้ว่าเป็นความหายนะทีเดียวในยุคก่อนหน้านี้ และ ด้วยผลจากคุณภาพชีวิตทีพัฒนาขึ้น อายุเฉลี่ยของคนก็เพิ่มขึ้นด้วย และใช่ว่าความรุ่งเรืองนี้จะจำกัดอยู่ที่ชนชั้นที่เป็นอภิสิทธ์ชนเท่านั้น”

ลุดวิค ฟอน มิซ (ค.ศ. 1927)

อาจเป็นไปได้ว่า การที่ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจนี้เป็นข้อพิสูจน์ถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของแนวความคิดแบบเสรีนิยม นักวิจารณ์ทั้งหลายจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดแบบเสรีนิยมต่างดาหน้ากันต่อต้าน เช่น ชาร์ลส์ ดิกเกนส์ (Charles Dickens) (แม้จะเป็นผู้สนับสนุนการมีทาส แต่ก็น่าแปลกใจที่ชื่อเสียงของเขาในฐานะนักมานุษยนิยมกลับไม่กระทบกระเทือน) หรือ พวกที่อ้างว่าเป็นพวก “หัวก้าวหน้า” เช่นคาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) อย่างไรก็ดี คำทำนายทั้งหลายถึงความพินาศย่อยยับของระบบเสรีนิยมก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่ถูกต้อง

ไม่มีที่ไหนเลยที่ความมั่งคั่งจะเกิดขึ้นได้โดยปราศจากระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี นี่เป็นวิถีทางเดียวที่จะนำไปสู่การพัฒนาทางเศรษฐกิจ

ช่วงตกต่ำและช่วงรุ่งเรือง

ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 แนวคิดแบบอนุรักษ์นิยมและสังคมนิยมเริ่มเข้ามาแทนที่แนวความคิดแบบเสรีนิยม พวกเขาเรียนรู้วิธีการขับเคลื่อนมวลชนด้วยแนวทางแบบประชาธิปไตยจากฝ่ายเสรีนิยม และนำมาเชื่อมกับข้อเรียกร้องที่มีรากฐานความคิดที่เป็นอนุรักษ์นิยมและเพื่อผลประโยชน์พิเศษบางอย่างของตน

“เสรีนิยมเป็นแนวความคิดทางการเมืองที่อำนาจรัฐแม้จะเป็นอำนาจของเสียงข้างมากและเป็นอำนาจที่แข็งแกร่งแต่ก็จะจำกัดอำนาจของตนและปล่อยให้คนที่มีความคิด และ ความรู้สึกที่แตกต่างออกไปจากตนจะยังมีพื้นที่ที่จะยื่นอยู่ได้”

โฆเซ่ ออร์เตก้า อี กาเซต์, 1930

แม้เสรีนิยมจะพยายามที่จะปรับตนเองเพื่อความอยู่รอด เช่น ปรับเป็นเสรีนิยมแบบสังคมนิยม แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งขาลงของกระแสความคิดนี้ได้

การที่ยุโรปปฏิเสธหลักการการค้าเสรีตามแนวคิดเสรีนิยมไม่ใช่เป็นเพียงต้นเหตุของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเท่านั้น แต่ยังทำให้นักเสรีนิยมต้องถูกลดบทบาทและความสำคัญลงไปเรื่อยๆอีกด้้วย ในการเผชิญหน้ากับเผด็จการในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เสรีนิยมแทบจะไม่มีทางสู้เลย จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่สองแล้วเท่านั้น ที่โลกตะวันตกได้เริ่มมีการฟื้นฟูแนวความคิดเสรีนิยมอันนำมาซึ่งความมั่งคั่งทางด้านเศรษฐกิจและสันติภาพอีกครั้งหนึ่ง

หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี ค.ศ. 1989 มีความหวังที่ี่่ว่าแนวความคิดเสรีนิยมจะกลับมาเป็นกระแสแนวความคิดทางการเมืองหลักอีกครั้ง ทั้งนี้ความเสี่ยงที่จะสูญเสียเสรีภาพยังคงมีอยู่ตลอดเวลา ความเสี่ยงดังกล่าวจะยังคงเป็นความท้าทายของแนวคิดเสรีนิยมตลอดไป