เศรษฐกิจแบบตลาดกับความยุติธรรม -
เพื่อการกลับมาของค่านิยม
ดร. วูลฟกัง แกร์ฮาร์ท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ประธานกรรมการมูลนิธิ Friedrich-Naumann-Stiftung für die Freiheit
ปัจจัยอื่นนอกจากระบบเศรษฐกิจแบบตลาด เช่น เงื่อนไขที่จำเป็นในการมีเสรีภาพและความตระหนักในภัยคุกคามของเสรีภาพได้สูญหายไปจากวัฒนธรรมเยอรมันนานก่อนเสียที่เราจะได้นิยามว่าสิ่งนั้นคือวิกฤตเศรษฐกิจเสียอีก คำว่าการแข่งขันกลายเป็นเสมือนแพะรับบาป ที่สนใจเรื่องนี้ที่สุดน่าจะเป็นพวกนักวาทะวิทยาที่เชี่ยวชาญเรื่องความยุติธรรมที่ยังตั้งข้อสงสัยไม่รู้จบกับข้อเสนอแนะเปลี่ยนแปลงนิยามทางสวัสดิการสังคมอย่างคำว่า “ความยุติธรรมระหว่างคนแต่ละรุ่น” และ “ความเป็นธรรม” และพยายามอย่างที่สุดที่จะหาคำอธิบาย ในขณะที่การพัฒนาของตลาดเศรษฐกิจทั่วโลกบนความเสี่ยงของวิกฤตในไตรมาสสุดท้ายของคริสตศักราช 2008 นั้นไม่เพียงส่งผลลบต่อภาวะเศรษฐกิจในเยอรมนีเท่านั้น แต่ลึกลงไปยังให้เกิดการเพรียกหาระบบเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักการของตลาดและการแข่งขัน และยังให้สถานการณ์การใช้อคติและคตินิยมในตลาดรุนแรงขึ้นด้วย โดยที่ความตระหนักถึงความเชื่อมโยงและผลที่จะตามมาของระบบดังกล่าวนั้นแทบจะเลือนหายไป
สาเหตุที่แท้จริงไม่ใช่ตัวตลาดเอง แต่เป็นรัฐ ผู้ซึ่งล่อหลอกประชาชนด้วยภาพฝันของการมีบ้านเป็นของตัวเองโดยไม่ต้องใช้ทุนทรัพย์ของตนเองแม้แต่แดงเดียว ตัวอย่างเช่นนโยบายของรัฐบาลอเมริกันที่เปิดโอกาสให้ธนาคารเงินกู้ที่ใกล้ชิดกับรัฐแต่จวนล่มสลายอย่าง เฟรดดี้ แมคและแฟนนี่ เม ปล่อยเงินกู้โดยไม่ต้องค้ำประกันได้ และเพียงแค่นโยบายบิดเบือนความสัมพันธ์ของราคาและความเสี่ยงนี่เองเป็นเสมือนแม่แบบของปฏิกริยาลูกโซ่ที่ขยายต่อไปเรื่อยๆในการรับรองเงินกู้ จัดโปรโมชั่น และขายบนความเสี่ยงที่คาดเดาไม่ได้ ในเยอรมนีเองการดำเนินงานดังกล่าวเป็นหน้าที่ของธนาคารในแต่ละมลรัฐ และธนาคารเพื่อการฟื้นฟูที่ถูกแทรกซึมและแวดล้อมไปด้วยบุคลากรของรัฐ ที่ทำงานผิดพลาดอยู่เสมอจนกลายเป็นความเสื่อมเสียในบางกรณี ดังนั้นในตอนนี้ธนาคารและวิกฤตเศรษฐกิจจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะโยนความผิดไปให้ระบบเศรษฐกิจแบบตลาด เพราะความล้มเหลวของตลาดการเงินในวันนี้เป็นผลมาจากความล้มเหลวของรัฐในอดีต
ดังนั้น ประเด็นในที่นี้จึงไม่ใช่การเลิกระบบเศรษฐกิจแบบตลาด แต่เป็นการทำให้กฎเกณฑ์ต่างๆที่จำเป็นนั้น ดีขึ้น ชัดเจนขึ้น และตรงประเด็นมากขึ้น
เศรษฐกิจเป็นการจำลองภาพที่เกิดขึ้นภายในลานตลาด ผู้ผลิตและพ่อค้าคนกลางเป็นผู้นำเสนอสินค้า ผู้บริโภคจะเป็นผู้ที่เปรียบเทียบ และตัดสินใจเลือกซื้อเอาจากสินค้าที่แข่งขันกันอยู่ภายในตลาด ทุกคนมีสิทธิเสนอขาย ทุกคนมีสิทธิเลือกซื้อ และการตั้งราคาต้องเป็นไปอย่างเสรี ส่วนการแทรกแซงจะทำได้และจำเป็นต่อเมื่อต้องการให้เกิดการแข่งขันอย่างเสมอภาค ดังนั้นในตลาดจึงต้องมีกฎเกณฑ์ ตลาดในที่นี้ไม่ได้หมายถึงตลาดในทางเศรษฐศาสตร์อย่างเดียว ยังหมายรวมถึงตลาดสินค้า บริการและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในบ่อเกิดของความเป็นรัฐเสรีด้วย ในตลาดต้องมีการแข่งขันอย่างเปิดเผยและในตลาดจะต้องมีความโปร่งใส
ทุกวันนี้ พวกที่ถูกก่นด่าอยู่บ่อยครั้งก็คือนักเสรีนิยมหัวใหม่ที่วาดฝันถึงตลาดที่มีกฎเกณฑ์ควบคุมอยู่ พวกเขาต่อต้านการผูกขาดทางการค้าและเห็นว่าการออกกฎหมายป้องกันการผูกขาดเป็นเรื่องจำเป็น พวกเขายังต้องการกฎเกณฑ์เพื่อความเสมอภาคในการแข่งขันทางการค้า และนำเสนอหลักการงดการแบ่งแยกเพื่อไม่ให้เกิดการหาประโยชน์จากการเข้าร่วมตลาดของผู้ค้าหน้าใหม่ และนักเสรีนิยมหัวใหม่เหล่านี้ยังเห็นว่าจริยธรรมในการประกอบธุรกิจเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ด้วย
วิลเฮล์ม เริบเคอ (ในปีค.ศ. 1924 เป็นศาสตราจารย์ชาวเยอรมันด้านเศรษฐศาสตร์แห่งชาติที่อายุน้อยที่สุดและเป็นผู้ที่แน่วแน่ต่อต้านลัทธิชาติสังคมนิยม และในปี ค.ศ. 1933 ถูกให้ออกจากงานสอนที่มหาวิทยาลัยมาร์บวร์ก) ลุ่มหลงอย่างมากในการถกประเด็นทางการเมืองและเศรษฐกิจในร่วมสมัยของเขา เริบเคอไม่เพียงแต่เชื่อในข้อดีในเชิงเศรษฐกิจของระบบเศรษฐกิจแบบตลาด เขายังเห็นว่าระบบนี้เป็น “ระเบียบของสังคมมนุษย์” (civitas humana - ชื่อเดียวกันกับหนังสือเล่มหนึ่งของเขา) ที่มีเสรีภาพ เขายังให้น้ำหนักข้อตกลงทางสังคมและวัฒนธรรมของระบบเศรษฐกิจแบบตลาดมากกว่าความสัมพันธ์ของอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งผู้ที่มีแนวคิดไปในทางเดียวกัน ได้แก่ ปรปักษ์ตัวยงกับลัทธินาซีอย่างวาลเทอร์ ออยเคิน หรือฟรันซ์ เบิฮ์ม ผู้ร่างกฎหมายป้องกันการผูกขาดทางการค้าซึ่งมุ่งผลต่อต้านนโยบายของคาร์ล ฟรีดริช เกอเดเลอร์
คำว่า “เสรีนิยมใหม่” ต้องมีมลทินจากการนำไปใช้เป็นศัพท์สำหรับโจมตีและด่าทอในการอภิปรายทางการเมืองในช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมา ซึ่งคำจำกัดความของเสรีนิยมใหม่ที่ใช้กันแพร่หลายอยู่นี้เป็นเพียงคำที่ใช้ด่าประจานกันดีดีนี่เอง ไม่มีข้อเท็จจริงเจือปนแม้แต่น้อย
บุคคลใดที่พยายามจะเอาข้อดีและผลกระทบต่างๆของระบบอื่นมาหักล้างระบบเศรษฐกิจแบบตลาดที่มีกฎเกณฑ์ควบคุมอยู่ ควรมองให้ลึกไปถึงร่องรอยทางประวัติศาสตร์ของการเงินภายในรัฐ เพราะหลังจากระบบเศรษฐกิจแบบตลาดปิดฉากลง สิ่งที่เกิดตามมาคือ การขยายตัวของอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งท้ายที่สุดนำมาซึ่งความล่มสลายที่ปล่อยเหล่าผู้สนับสนุนทิ้งไว้อย่างสิ้นหวัง ตกเป็นเหยื่อที่ถูกหลอกใช้ในนามของความยุติธรรมและความสามัคคี ราคาของขนมปังที่เสมือนว่าถูกกดให้ต่ำลงในระบบสังคมนิยมก็เป็นตัวอย่างของการปั้นเรื่องให้เห็นว่ามีความมั่นคงทางสังคม ทั้งที่จริงแล้วไม่มีอยู่ คำมั่นสัญญาแห่งเสรีภาพทางสังคมดังกล่าวได้โถมทำลายเสรีภาพส่วนบุคคลของคนจำนวนมาก และระบบตลาดในกรณีนี้ก็คือระบบถอนอำนาจดีดีนี่เอง
การแสดงความเห็นใจและมีศีลธรรมในการค้าขายระบบตลาดนั้นจึงอาจเรียกได้ว่าผิด คำถามเกิดขึ้นเสมอว่าเศรษฐกิจควรจะมีโครงร่างเช่นไรที่จะเอื้อให้เกิดประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตมากที่สุด การแข่งขันทางความคิดมักนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดเสมอ เพราะการแข่งขันทำให้เกิดสภาพคล่อง ในขณะที่การแทรกแซงของรัฐนำไปสู่ความติดขัดและการแอบอ้างสิทธิ และรัฐไม่มีอำนาจเวทมนตร์ที่จะสามารถประกันตำแหน่งงานให้ประชาชนได้ด้วยสินค้าที่ขายไม่ออก
ดังนั้นอำนาจทางเศรษฐกิจจึงไม่ได้เป็นการตีกรอบ แต่เป็นเครื่องหมายการค้าของนโยบายเสรี การค้าขายและศีลธรรมไม่ใช่สิ่งที่เป็นปฏิปักษ์กัน การลงสมอของระบบเศรษฐกิจแบบตลาดในทั้งทางสังคมและวัฒนธรรมของเยอรมนีเป็นสิ่งจำเป็นหากเราต้องการประสบความสำเร็จในอนาคต และการลงสมอนี้จะสำเร็จต่อเมื่อผู้ที่เคลื่อนไหวอยู่ในตลาดมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างเสรีภาพทางการค้ากับความรับผิดชอบและความรับผิดที่อาจเกิดขึ้น รวมไปถึงการสวมบทบาทของการเป็นแบบอย่างผู้ค้าขายที่ดีด้วย ซึ่งผู้ที่อยากได้ใคร่มีดีกว่าผู้อื่นในโลกควรจะแสดงให้เห็นด้วยว่า การดิ้นรนและความพยายามของตนนั้นไม่ได้ทำให้ผู้อื่นที่เหลืออยู่ในโลกแย่ลงกว่าเดิม ที่ดีที่สุดผู้อื่นควรจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วยซ้ำ (จอห์น รอลส์)
เรื่องนี้จึงเกี่ยวกับค่านิยมที่ต้องนำกลับมาใช้ใหม่ และนักเสรีนิยมก็ควรตระหนักไว้ให้จงดี เพราะนี่เกี่ยวกับการสถาปนาครั้งใหม่ทางวัฒนธรรมของระบบเศรษฐกิจแบบตลาดที่เป็นส่วนหนึ่งของเสรีภาพทางสังคม เกี่ยวกับคุณธรรมของอารยะ ซึ่งต้องนำไปปฏิบัติโดยสมาชิกในระบบนั้น เพราะไม่ว่าชุดของกฎเกณฑ์จะถูกทบทวนใหม่ เพิ่มเติมเนื้อหา หรือใส่เจตนาที่ดีที่สุดลงไป ก็ไม่อาจยังผลสำเร็จได้ หากขาดซึ่งค่านิยมพื้นฐานนี้
ตลาดและความยุติธรรม
“ไม่มีอะไรสั่นคลอนอำนาจอย่างความเชื่อมั่นได้มากเท่ากับความรู้สึกว่าได้รับการปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรม” เธโอดอร์ ชตอร์มได้เขียนไว้อย่างนั้น แต่ทุกวันนี้ผลลัพธ์ของวาทะดังกล่าวออกจะเกินกว่านั้นไปมาก เกือบครึ่งหนึ่งของงบประมาณแผ่นดินเยอรมนีถูกใช้จ่ายไปเพื่อสวัสดิการทางสังคม จำนวนประชากรที่ยากไร้มีถึงหนึ่งในหก และแม้รัฐจะอุดหนุนด้วยเงินถึงปีละกว่าเจ็ดแสนล้านยูโร หนังสือพิมพ์อย่าง ดี ไซท์ ก็ลงความเห็นว่าเป็นการกระทำที่ผิดพลาด
บ่อยครั้งส่วนต่างที่มาจากการจัดสรรปันส่วนใหม่ของงบประมาณสังคมได้รับการยอมรับว่าเป็นเกณฑ์วัดคุณภาพทางศีลธรรมที่สำคัญที่สุดในนโยบายของรัฐสวัสดิการ การโน้มน้าวให้ผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งรู้สึกว่าได้รับการปฏิบัติอย่างยุติธรรมเพื่อไม่ให้เสื่อมความนิยมเป็นสมการที่เป็นรากฐานของแนวคิดเชิงนโยบายสังคมเพื่อความเท่าเทียมในยุคปัจจุบัน ปัจจุบันนโยบายสวัสดิการถูกใช้มาเป็นแบบแผนตามคำขวัญที่ว่า “ใครเสนอให้มากกว่า”
สถานการณ์ล่อแหลมที่สำคัญอย่างหนึ่งในสังคมนิยมเสรีภาพคือ การเผชิญหน้ากันของความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อรัฐ และการวาดหวังที่จะได้รับการชดเชยเป็นวัตถุ การเปลี่ยนแปลงมักกระตุ้นให้เกิดการต่อต้าน และคนที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวหรือต่อต้านการเปลี่ยนแปลงนั้น เพราะเขายังพอมีศีลธรรมอยู่บ้าง
ผู้ที่อยากช่วยเหลือประชาชนจริงๆ หรืออยากเสนอให้ประชาชนมากกว่าพวกที่สัญญาพล่อยๆในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ต้องสามารถวาดให้เห็นภาพของการปฏิรูปรัฐสวัสดิการเยอรมนีที่เข้าใจได้และน่าเห็นชอบด้วย มากกว่าที่จะคอยหาแหล่งเงินมาคอยหนุนระบบสวัสดิการที่กำลังจะล่มสลาย
การตัดทอนโควต้าสวัสดิการที่มากเกินเป็นเรื่องจำเป็น เป้าหมายก็เพื่อกำหนดงบประมาณในการใช้จ่ายให้คงที่และสามารถดำเนินระบบประกันสังคมสำหรับคนในรุ่นต่อไปได้ ซึ่งในอีกทางหนึ่งจะเป็นไปได้ต่อเมื่อระบบประกันสังคมถูกแยกออกจากการตีมูลค่าของงานและพิจารณาโดยใช้เกณฑ์ความรับผิดชอบต่อสังคมของประชาชนมากขึ้น หรือในอีกทางจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อการปฏิรูปภาษีเป็นไปจากการพิจารณารายได้ของประชาชน ซึ่งต้องอาศัยการเปลี่ยนจากนโยบายกระจายผลประโยชน์ที่ใช้อยู่ในทุกวันนี้ แล้วแทนที่ด้วยนโยบายการหารายได้เพิ่มในอนาคตให้มากขึ้น ซึ่งการดำเนินนโยบายดังกล่าว เรายังขาดคนในวงสังคมและการเมืองที่ทั้งกล้าและอึดอยู่
ความเป็นสังคมที่ยึดมั่นถือมั่นในเสรีภาพไม่ควรพึงพอใจอยู่แต่กับความรู้สึกว่าได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมที่ดำเนินไปพร้อมกับการเจริญรุดหน้าที่ไม่โดนรบกวน ลักษณะความเป็นเสรีของสังคมประกอบขึ้นจากประชาชนที่รู้สำนึกในหน้าที่ของตน รัฐเสรีจะร่างกรอบเขื่อนไขเพื่อให้ประชาชนเป็นส่วนหนึ่งในการก่อร่างความเป็นมาของตนเอง โดยที่ไม่ขัดขวางการแสวงหาความสำเร็จของประชาชนและในขณะเดียวกันก็ยังโอบอุ้มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือด้วย
ระบบหักบัญชีอัตโนมัติแบบเดบิต การปันส่วนโดยไม่คำนึงถึงความเหลื่อมล้ำ รวมถึงการเพิ่มมูลค่าอย่างไร้กฎเกณฑ์ต้องได้รับการปฏิรูปเสียใหม่ ประเทศเยอรมนีต้องรับภาระสำรองเงินจ่ายเช็คที่เงินไม่พอจ่ายจำนวนมาก ซึ่งยังไม่มีวี่แววว่าจะได้เงินคืน จึงเป็นความจำเป็นที่เปลี่ยนแปลงความคิดจากการมีผู้จัดหาให้มาเป็นการที่ทุกคนมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกัน และความเท่าเทียมนั้นหมายถึง ทุกคนมีโอกาสหนึ่งครั้งที่จะเสนอสิ่งที่เอื้อให้ทุกคนสามารถดำเนินชีวิตอย่างที่มุ่งหวังได้แม้แต่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายก็ตาม
รัฐสวัสดิการที่เอาแต่ถลุงแต่เงินในปัจจุบันไม่ให้ความเท่าเทียมและไร้ซึ่งความชอบธรรม เป็นเสมือนแค่โรงซ่อมบำรุงที่ไม่คอยขัดขวางการกีดกันทางสังคมอีกต่อไป เรื่องนี้เป็นประเด็นใหญ่ของปัญหาใหม่ทางสังคม
มันเกี่ยวเนื่องกับรากฐานที่เป็นขนบแห่งนโยบายรัฐสวัสดิการ ที่ต้องไม่สร้างความกลัวแก่ประชาชน และเอื้อให้ประชาชนสามารถกลมกลืนกับนโยบายนี้และได้รับความช่วยเหลือทางการเงินเมื่อจำเป็นหรือเมื่อต้องลงทุนเพื่อให้สามารถพึ่งตนเองได้ การวัดความยากจนแบบสัมพัทธ์เป็นเรื่องที่ต้องหลีกเลี่ยง ไม่มีใครควรตกอยู่ในภาวะวิกฤต เพราะความมั่นคงทางสังคมเป็นเงื่อนไขหนึ่งของการมีเสรีภาพ โดยเงินจากประชาชนเป็นเงื่อนไขการมีอยู่ของระบบ โดยสรุป ระบบนี้คือผลงานทางสวัสดิการสังคมที่สนับสนุนโดยเงินภาษีของประชาชนและถูกใช้จ่ายจากทางเดียวคือ ผ่านกระทรวงการคลัง ดังนั้นค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งงานในกระทรวงการคลังควรจะเพิ่มขึ้นจากที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์เช่นนี้จะเป็นไปได้เมื่อเราได้ปูรากฐานทางการศึกษา การอบรมเลี้ยงดู และการเฟ้นหาผู้มีคุณสมบัติ รวมไปถึงการดำเนินนโยบายและการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วย นโยบายการศึกษาต้องเป็นจุดเริ่มของนโยบายความเท่าเทียมในการมีส่วนร่วม และเป็นเรื่องที่ต้องเริ่มให้เร็วที่สุด จากนั้นจึงตามด้วยนโยบายตลาดแรงงานใหม่ และรวมไปถึงนโยบายภาษีที่โปร่งใสและยุติธรรม และระบบสวัสดิการสุขภาพและผู้สูงอายุที่จะตามมาในอนาคตด้วย
ตัวของเด็กเองก็เป็นนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด พวกเขาต้องถูกสอนให้รู้จักริเริ่มทำบางอย่าง พ่อแม่ต้องตระหนักว่าตนมีอิทธิพลสำคัญในความสำเร็จทางการศึกษาและชีวิตของลูก รัฐเองก็ไม่ควรรอหวังพึ่งระบบรัฐสวัสดิการปัจจุบัน เพราะกว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้เสียแล้ว สถานรับเลี้ยงเด็กระหว่างวันและโรงเรียนอนุบาลไม่ใช่ที่สำหรับฝากเลี้ยงเด็กเท่านั้น เป็นสถานที่ที่ช่วยให้ความเป็นครอบครัวและการหาเลี้ยงชีพมาบรรจบกันได้ง่ายขึ้น เป็นสถานที่ที่ช่วยเตรียมบุคลิกภาพเด็กให้มั่นคงโดยเชื่อมเข้ากับความดูแลเอาใจใส่จากพ่อแม่ เด็กต้องการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาและดูแลโดยบุคคลากรที่มีประสิทธิภาพ สถานที่ดังกล่าวจึงเป็นเสาหลักสำคัญของนโยบายติดตามดูแลชีวิตของประชาชน และต้องไม่เก็บค่าใช้จ่ายเหมือนการศึกษาในโรงเรียน
เกรแฮม กรีนให้ข้อสังเกตที่เสียดสีอย่างเจ็บแสบไว้ว่า “เมื่อก่อนครอบครัวเป็นเหมือนปั๊มน้ำมัน แต่สมัยนี้เป็นได้แค่โรงรถดีดีนี่แหละ” เพราะเชื้อเพลิงที่มีค่าที่สุดในครอบครัวอย่างการเปิดโอกาสและการมีส่วนร่วมของเด็กมีน้อยลงทุกที การมีลูกสำหรับหลายคนกลายเป็นความเสี่ยงต่อสภาวะยากจน รัฐสวัสดิการจึงจัดการลดเกรดสถาบันครอบครัวให้กลายเป็นกลุ่มคนที่มีสิทธิได้รับความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งหลักการนี้ไม่ถูกทั้งทางสวัสดิการสังคมและความยุติธรรม เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาครอบครัวส่วนใหญ่อยู่ในสภาวะ “มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์” ตลอดมาอยู่แล้ว และสภาวะทางการเงินและสังคมของครอบครัวที่มีแม่หาเลี้ยงคนเดียวยิ่งแย่กว่า “ครอบครัวที่มีครบทั้งพ่อแม่” และยังแบกรับความเสี่ยงที่จะตกงานมากกว่ามาตรฐานด้วย ครอบครัวที่มีรายได้มาตรฐานและเลี้ยงลูกสองคนไปกระทั่งอายุได้ 18 ปีจะใช้เงินอยู่ราว 240,000 ยูโรในการเลี้ยงลูก ในขณะที่คู่สามีภรรยาที่ไม่มีลูกจะมีรายได้เก็บไว้ใช้อื่นๆเป็นสองเท่าของคู่ที่มีลูก เหล่านี้ล้วนถูกคำนวณไว้ในนโยบายส่งเสริมครอบครัวของรัฐแล้ว
ปัจจัยช่วยเหลือเด็กและผู้ใหญ่ที่ไม่ได้เสียภาษีควรจะเพิ่มเป็น 8,000 ยูโรเท่ากันหมด เราควรวางเด็กและผู้ใหญ่ไว้อย่างเท่าเทียมกัน เป้าหมายคือครอบครัวที่มีบุตรสองคนและมีรายได้ไม่เกิน 40,700 ยูโร ต้องได้รับการยกเว้นภาษี เงินช่วยเหลือเด็กรายเดือนต่อหัวควรเพิ่มจาก 156 ยูโรเป็น 200 ยูโร เพื่อช่วยเหลือครอบครัวที่มีรายได้ต่ำ และอีกหนึ่งทางเลือกอาจทำได้โดยยกเว้นค่าเลี้ยงดูบุตรจำนวน 12,000 ยูโรที่รวมอยู่ในภาษีที่ต้องจ่ายก็ได้
ไม่เคยเลยสักครั้งที่เรื่องระบบประกันสังคมเพื่อสุขภาพและผู้สูงอายุจะถูกละออกไปจากบรรยากาศทางการเมือง เกือบทุกปีจะมีสับเปลี่ยนการปฏิรูปในส่วนของสุขภาพหรือในส่วนผู้สูงอายุอยู่ตลอด ระบบสาธารณสุขกำลังจะประสบปัญหาอีกมากมายอันเนื่องจากแรงกดดันที่เป็นผลมาจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นมาก การเอาชนะความท้าทายที่ว่าเพื่อก้าวไปสู่การจัดการสาธารณสุขอย่างเสรีและมีประสิทธิภาพจะทำได้ต่อเมื่อยึดหลักการรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนและหน้าที่ในการเสียเบี้ยประกัน หรือหลักการอย่าง “ใช้เสรีภาพในการวางแผนให้แก่ตนเองให้มากที่สุด และใช้ความคุ้มครองจากส่วนกลางเท่าที่จำเป็น” ก็ก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการสาธารณะสุขได้ไม่แพ้กัน
ความเข้าใจพื้นฐานที่ว่าประชาชนสามารถเบิกค่ารักษาได้โดยการอุดหนุนของประกันสังคมจะเป็นจริงโดยผ่านระบบของการเสียภาษี ซึ่งเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนทุกคน ด้วยระบบเช่นนี้จะทำให้ความแข็งแกร่งในระบบเศรษฐกิจแบบตลาดแบ่งบานอย่างมีประสิทธิภาพไปพร้อมกับความมั่นคงทางสังคม ประชาชนจะกลับมาเป็นนายเหนือชะตาของตนอีกครั้งและไม่เป็นเบี้ยของระบบสาธารณสุขแสนล่าช้า ระบบประกันสังคมและสมาคมแพทย์ประกันสังคมอีกต่อไป นี่จะยิ่งเป็นมาตรการสร้างความเชื่อมั่นขนานใหญ่ ถ้าทั้งหมดนี้พ่วงเข้ากับการลดหย่อนอัตราภาษีเข้าไปอีก เพื่อให้ประชาชนได้มีเงินเหลือเพิ่มและรับผิดชอบกับภาระของตนเองได้มากขึ้น
ระบบประกันสังคมของผู้สูงอายุเองก็ก้าวเข้าสู่ขีดจำกัดในการใช้จ่ายเงินด้วยเช่นกัน หลักการของเสรีภาพและการมีส่วนร่วมควรนำมาปรับใช้กับระบบนี้ด้วยเช่นกัน ประชาชนต้องเลือกวางแผนบั้นปลายของชีวิตเองไม่ว่าจะด้วยประกันแบบเอกชนหรือโดยบำเหน็จก็ดี เงินบำเหน็จซึ่งเป็นการแปรสภาพของเงินค่าจ้างที่ได้รับการยกเว้นเก็บภาษีควรต้องถูกยกให้เป็นผลประโยชน์อีกอย่างของลูกจ้าง ลูกจ้างทุกคนมีสิทธิเลือกได้ว่าจะรับผลประโยชน์ในรูปของเงินบำเหน็จหรือไม่ การโอนถ่ายเงินบำเหน็จสะสมจากที่ทำงานเดิมไปสู่ที่ทำงานใหม่ก็เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ เพราะในปัจจุบันนี้ลูกจ้างไม่ได้ติดอยู่กับงานตำแหน่งเดียวในบริษัทเดียวไปตลอด แต่มีการสลับเปลี่ยนตำแหน่งงานและที่ทำงานตลอดช่วงชีวิตการทำงาน การโยกย้ายเงินบำเหน็จสะสมตามไปได้จึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่ในขณะเดียวกันการสนับสนุนประกันสังคมสำหรับผู้สูงอายุแบบเอกชนโดยรัฐที่เรียกว่ารีสเทอร์เรนเทอ (Riester-Rente) ก็ยังต้องใช้ต่อไป โดยเฉพาะเพื่อประโยชน์ของผู้ประกอบอาชีพอิสระ รัฐไม่มีสิทธิที่จะแบ่งแยกว่า ลูกจ้างเป็นประเภทที่ควรค่าสนับสนุนและผู้ประกอบอาชีพอิสระไม่ควรค่าแก่การสนับสนุน
นโยบายสวัสดิการเก่าที่กำหนดอายุเกษียณไว้ที่ 67 ปีก็เป็นนโยบายที่ใช้ไม่ได้อีกต่อไปจากช่วงชีวิตที่ยืนยาวขึ้นและเงินบำนาญจะถูกจ่ายเพิ่มขึ้นตามช่วงหลังเกษียณที่ยาวนานขึ้น แต่นโยบายสวัสดิการใหม่จะเสนอประกันสังคมสำหรับผู้สูงอายุที่เป็นส่วนผสมระหว่างบำเหน็จ ประกันเอกชนและเงินประกันที่ได้รับตามกฎหมายโดยผสานเข้ากับรูปแบบชีวิตที่ต้องการหลังเกษียณ ซึ่งผู้เอาประกันสังคมแบบผสมดังกล่าวที่อายุ 60 ปีบริบูรณ์ เห็นว่าเงินบำเหน็จนั้นเพียงพอ และเข้าอยู่ในเกณฑ์ของการรับบำเหน็จก็มีสิทธิที่จะได้เกษียณอายุและรับเงินดังกล่าวเช่นกัน
นโยบายสวัสดิการใหม่ที่เน้นการมีส่วนร่วมยังเปิดโอกาสให้คนรุ่นเก่ามีช่องทางที่จะทำงานได้เท่าที่ต้องการเพื่อร่วมแบ่งปันความคิดสร้างสรรค์ เยอรมนีจะมีความสามารถในการแข่งขันและความมั่งคั่งต่อเมื่อเราขจัดกำแพงที่ขวางการทำงานในผู้สูงวัย การเกษียณอายุแบบยืดหยุ่นนี้จะช่วยกระตุ้นให้โครงสร้างของโลกการทำงานเปลี่ยนไปในทางที่น่าสนใจขึ้น ผู้ที่ยังไม่พร้อมที่เกษียณอายุอย่างเต็มตัวหรืออยากได้พื้นที่เล็กๆสำหรับแสดงความคิดสร้างสรรค์ย่อมควรได้มีเสรีภาพที่จะทำตามต้องการ
ไม่มีใครเจ็บเพราะค้าขายอย่างเสมอภาค
สำหรับพวกหัวเสรีแล้ว การที่รัฐยื่นมือเข้าช่วยเหลือไม่ใช่การล่มสลายของระบบเศรษฐกิจแบบตลาด ในทางกลับกัน รัฐโดยเฉพาะรัฐที่มีเสถียรภาพให้ความคุ้มครองแก่ตลาดเปิดและตลาดเสรีโดยอาศัยรัฐธรรมนูญ กฎหมายสิทธิเสรีภาพและกฎหมายทรัพย์สิน รัฐสามารถเฝ้ามองและควบคุมการประกอบการของผู้ค้าได้โดยผ่านร่างกฎหมายที่บัญญัติการเฝ้าระวังและลงโทษ และรัฐสามารถควบคุมดูแลการแข่งขันในตลาดเสรีได้ผ่านร่างกฎหมายควบคุมการแข่งขันและบัญญัติหน้าที่ รัฐมีหน้าที่ที่ต้องวางกฎและรักษากฎ เมื่อขาดรัฐ จะไม่มีกฎที่เชื่อถือได้รองรับอยู่ และทำให้บุคคลไม่สามารถทำการใดๆได้แม้จะมีเสรีภาพ
เศรษฐกิจแบบตลาดเสรีเป็นหนทางที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง แต่ทว่าก็ไม่มีระบบเศรษฐกิจใดที่ตอบโจทย์ที่ซับซ้อนทางการเงินได้ดีเท่ากับเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี ด้วยการบูรณาการระหว่างแนวคิดเสรีภาพ ความรับผิดชอบ และความรับผิด ประชาชนจะมีกินมีใช้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้จะเกิดวิกฤตขึ้นก็ตาม เราเรียนรู้อยู่เสมอจากปัญหาและความผิดพลาดเป็นเหมือนโอกาสให้เรารู้จักรับมือได้ดีขึ้น และเฉลียวฉลาดขึ้น กฎมีอยู่แค่ว่าเราต้องใฝ่ที่จะเรียนรู้
เป็นความบังเอิญทางพันธุกรรมที่ทำให้เราแต่ละคนมีลักษณะเฉพาะ ซึ่งทำให้เราแตกต่างกันในด้านความสามารถ จุดอ่อน และจุดแข็ง แต่ฝ่ายปกครองซึ่งทรงความเท่าเทียมนั้นเป็นความเท่าเทียมที่อ้างอิงกฎหมาย ไร้ซึ่งชนชั้น ไร้ซึ่งการแบ่งแยกเสียงมวลชนตามลำดับชั้นเงินเดือน ไร้ซึ่งความเหลื่อมล้ำทางเพศ แต่ในทางกลับกัน การใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เป็นผลมาจากความเท่าเทียมทางกฎหมายได้นั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคนที่มีไม่เหมือนกันนั่นเอง
ความสามารถในการเรียนรู้ จัดการตนเองและการทำงานเป็นทีมของคนเราแตกต่างกัน มีคนอยู่มากมายที่ไม่รู้จะเริ่มต้นเช่นไรกับโอกาสที่อยู่ในมือตนเอง เราต้องไม่เข้าใจผิดว่าการสนับสนุนอย่างยุติธรรมตามกฎหมายแก่ทุกคนจะยังให้เกิดผลลัพธ์อย่างเดียวกันทั้งหมด สังคมเสรีตั้งอยู่บนพื้นฐานของการยอมรับความแตกต่างของผู้อื่นและความเหลื่อมล้ำที่ไม่มีวันกำจัดไปได้หมด ทุกคนจึงต้องสร้างสะพานที่เหมาะสมแก่ตนเองในการสร้างความก้าวหน้า เพราะคนที่รู้ความถนัด จะทำงานได้เต็มความสามารถที่สุด และทุกอย่างเราต้องลงแรงเอง เพราะไม่มีรัฐคอยช่วยเหลืออยู่ที่ปลายทางแล้ว การช่วยเหลือสังคมไม่ใช่วาทะที่เป่าให้คนเข้มแข็งอ่อนแอลง แต่เป็นการเสริมแรงให้ผู้ที่อ่อนแอแข็งแกร่งขึ้น และสังคมจะเข้าที่เข้าทางก็ต่อเมื่อคนที่อยู่ในสภาวะที่แย่ที่สุดได้รับการฉุดขึ้นมาอยู่ในที่ที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (จอห์น รอลส์)
| Attachment | Size |
|---|---|
| translation Marktwirtschaft-1.doc | 73.5 KB |