8 ปีดับไฟใต้: บทเรียน และทางออก

8 ปีดับไฟใต้: บทเรียน และทางออก
 
มูลนิธิฟรีดริช เนามันได้รับเกียรติอำนวยการประชุมเชิงปฏิบัติการประเด็น “๘ ปีไฟใต้: บทเรียนและทางออก” ซึ่งจัดโดยสถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ โดยการสนับสนุนจากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต) เมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๕๕ ณ ห้องประชุมเทศบาลนครยะลา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีให้ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจน ผู้แทนชุมชนและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงตลอดช่วงระยะเวลา ๘ ปี ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความคิดเห็นเพื่อนำไปสู่การเรียนรู้ เข้าใจและร่วมค้นหาบทเรียน ทั้งในส่วนที่ดำเนินการประสบความสำเร็จและที่ล้มเหลวที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาการปฏิบัติงานต่างๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึง ร่วมกันวิเคราะห์ สังเคราะห์และร่วมหาทางออกในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้หลักคิดที่มุ่งให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเพื่อนำไปสี่การแสวงหาความร่วมมือที่จะร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมต่อไป โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมฯ มากกว่า ๑๐๐ คน จากทุกภาคส่วนตามวัตถุประสงค์ข้างต้น อาทิ ผู้แทนนักการเมืองระดับชาติ นักการเมืองท้องถิ่น ผู้นำศาสนา ผู้แทนครูสอนศาสนา ผู้แทนหน่วยงานด้านสุขภาพและสาธารณสุข ผู้แทนองค์กรที่ทำงานกับผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง ผู้แทนกลุ่มที่ทำงานกับผู้ต้องคดี ผู้แทนกลุ่มเยาวชน ผู้แทนกลุ่มวัฒนธรรม ผู้แทนกลุ่มพัฒนาชุมชน ผู้แทนนักวิชาการทั้งในส่วนของมลายูมุสลิมและไทยพุทธ ผู้แทนนักธุรกิจ ผู้แทนสื่อมวลชนและอดีตข้าราชการระดับสูง
การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการประเด็น “๘ ปีไฟใต้: บทเรียนและทางออก” ดำเนินการภายใต้กระบวนการให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม  ผ่านกระบวนการหลัก ๒ กระบวนการ คือ การถ่ายทอดเรื่องราวและประสบการณ์ที่ผ่านมา ผ่านรูปแบบ Time Line เพื่อลำดับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในระยะเวลา ๘ ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. ๒๕๔๗ ถึง พ.ศ. ๒๕๕๔) โดยให้ผู้เข้าร่วมประชุมฯ ทุกท่าน ได้ร่วมกันแบ่งปันประสบการณ์ทั้งที่ได้รับโดยตรงและ        โดยอ้อมผ่านการใช้บัตรคำที่ถ่ายทอดเหตุการณ์และความรู้สึกที่มีต่อเหตุการณ์นั้นๆ ตลอดช่วงระยะเวลา ๘ ปี ทั้งนี้ สามารถประมวลเหตุการณ์สำคัญๆ ในแต่ละช่วงเวลา ได้ดังต่อไปนี้
ปี พ.ศ. ๒๕๔๗
เหตุการณ์ที่สำคัญ ประกอบด้วย การปล้นอาวุธปืนจากค่ายปิเหล็ง จังหวัดปัตตานี การปิดล้อมและวิสามัญฆาตกรรมในมัสยิดกรือเซะ และที่อำเภอตากใบ ซึ่งเป็นชวนเหตุการณ์ของความรุนแรงอีกครั้งหนึ่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึง การกล่าวหาโรงเรียนเอกชนและโรงเรียนตาดีกาว่าเป็นแหล่งซ่องซุ่มกำลังโจร/ผู้ก่อการร้าย นำไปสู่การจับกุมและดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัย ลอบทำร้ายผู้บริสุทธิ์จนทำให้เสียชีวิต จนในที่สุดเหตุการณ์ดังกล่าว ได้นำไปสู่ความรู้สึกแตกแยก การเกลียดชัง ความหวาดระแวง สงสัย ไม่ไว้วางใจ ไม่มีความสุข ความตระหนกและตื่นกลัวต่อสถานการณ์รอบตัวของประชาชนในพื้นที่จนถึงปัจจุบัน
ปี พ.ศ. ๒๕๔๘
เหตุการณ์ที่สำคัญ ประกอบด้วย สถานการณ์ความรุนแรงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ผู้นำศาสนา/การศึกษาถูกล้อมบ้าน โรงเรียนเป็นจำนวนมาก ผู้บริสุทธิ์ได้รับผลกระทบและเกิดความสูญเสีย มีการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ หน่วยงานราชการเริ่มสนใจปัญหาภาคใต้มากขึ้น มีการดำเนินการในการพัฒนามากขึ้น คดีตากใบเป็นเหตุชนวนสำคัญของความคิดในการปลุกระดมและสร้างกระแสต่อต้านการดำเนินงานของรัฐและประชาชนในพื้นที่ รวมถึง การสร้างกระแสทางลบต่อมุสลิมทั้งโลก ที่มาของคำว่า “มุสลิมหัวรุนแรง” การประกาศกฎอัยการศึก เกิดกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กอส.) การปิดไฟเผาเมืองยะลา โรงเรียนสอนศาสนาเอกชนถูกกล่าวหาว่าเป็นพื้นที่สีแดง เกิดความหวาดระแวงระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนในพื้นที่ การเกิดเหตุการณ์ตันหยงลิมอ การรับรู้ผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่จากการแสวงหาในพื้นที่ภาคใต้ การละเมิดกฎหมายและสิทิมนุษยชนเพิ่มมากขึ้น
ปี พ.ศ. ๒๕๔๙
เหตุการณ์ที่สำคัญ ประกอบด้วย การจัดตั้ง ศอ.บต. ขึ้นใหม่อีกครั้ง การลอบทำร้ายและวางเพลิงคนไทยพุทธเชื้อสายจีนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การเข้ามาของกลุ่มองค์กรที่ดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนทั้งในและต่างประเทศ การให้โอกาสทางการศึกษาโดยมีแนวคิดจัดตั้งมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ความหวาดระแวงในการบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินมีเพิ่มมากขึ้นผ่านกระบวนการปูพรม ตรวจค้นของฝ่ายทหาร การอนุญาตให้มีการจดทะเบียนจัดตั้งสถาบันการศึกษาปอเนาะ การแก้ไขปัญหายาเสพติดผ่านโครงการญาลันนันบารู
ปี พ.ศ. ๒๕๕๐
เหตุการณ์ที่สำคัญ ประกอบด้วย มีเหตุการณ์ชุมนุมที่มัสยิดกลางในจังหวัดปัตตานี ประชาชนเกิดความหวาดระแวงระหว่างกันมากขึ้น มีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นมากและเป็นเหตุให้มีการเสียชีวิตมากที่สุด การปิดล้อมและตรวจค้นหมู่บ้าน เกิดโครงการทำดีมีอาชีพเศรษฐกิจพอเพียง ให้โอกาสทางการศึกษาและศาสนาที่ถูกต้อง ชุมชนมีการจัดกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง เช่น ชุมชนศรัทธากัมปงตักวา
 
ปี พ.ศ. ๒๕๕๑
เหตุการณ์ที่สำคัญ ประกอบด้วย มีเหตุการณ์ฆ่าตัดคอ เกิดความไม่ยุติธรรมในครอบครัว การเพิ่มขึ้นของจำนวนเด็กกำพร้า หญิงหม้าย คนพิการและที่มาของคำว่า “อิสลาโมโฟเบีย” เศรษฐกิจชะลอตัว ครุสอนศาสนายังคงตกเป็นเป้าหมายของเจ้าหน้าที่รัฐผ่านการตรวจค้นโรงเรียนสอนศาสนาเอกชน
ปี พ.ศ. ๒๕๕๒
เหตุการณ์ที่สำคัญ ประกอบด้วย การเกิดขึ้นของสภาทนายความมุสลิม ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เกิดการคิดแก้ปัญหาเองผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน เช่น โครงการสันติวัฒนธรรมโดยความร่วมมือของกรือเซะที่เป็นประชาชนจากชาวตันหยงลุโละและชุมชนตลาดจีน เป็นที่มาของแนวคิดในการจัดตั้งสมาคมไทยมุสลิม พุทธ จีน จังหวัดปัตตานี  ประชาชนในพื้นที่ตระหนักและเข้าใจว่าว่าการจัดการศึกษาในพื้นที่ไม่สอดคล้องกับอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของพื้นที่จากเหตุของคุณภาพการศึกษาตกต่ำ กลไกรัฐไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ และไม่มีความจริงจัง จริงใจในการแก้ไขปัญหา การตกเป็นเป้าหมายของตำรวจและทหาร การเกิดขึ้นของโครงการไทยเข้มแข็ง การระบาดของยาเสพติดมีแนวโน้มสูงขึ้นจนยากต่อการควบคุม การเกิดขึ้นของสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดและอำเภอ การจ้างงานและการเสริมสร้างอาชีพ และภาพรวมของการแก้ไขปัญหาที่ยังไม่ชัดเจน และจริงจัง
ปี พ.ศ. ๒๕๕๓
เหตุการณ์ที่สำคัญ ประกอบด้วย ที่มาของแนวคิด “ปัตตานีมหานคร” มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ๒๕๕๓ ผู้ไดรับผลกระทบ (จำเลย) ยังไมได้รับความเป็นธรรม เกิดความเชื่อและรับรู้กันทั่วไปว่าการแก้ไขปัญหาภาคใต้ใช้งบประมารเยอะแต่การพัฒนาล้มเหลว
ปี พ.ศ. ๒๕๕๔
เหตุการณ์ที่สำคัญ ประกอบด้วย สถาบันการศึกษาถูกทำลาย โดยเฉพาะโรงเรียนประชาบาล โรงเรียนสอนศาสนาเอกชนและโรงเรียนปอเนาะ เหตุการณ์ความไม่สงบยังคงมีอยู่ในพื้นที่ เห็นได้จาก การเกิดเหตุการณ์ Car Boom และเกิดเหตุการณ์ลอบยิงผู้บริสุทธิ์ในสถานที่สำคัญๆ เช่น วัดและมัสยิดและที่ชุมชนสาธารณะ  เกิดความคิดว่าโครงการทำดีมีอาชีพตามแนวทางของเศรษฐกิจพอเพียงล้มเหลว การให้โอกาสมุสลิมไทยลดน้อยลง การสรุปแนวคิด ๘ ปี แก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ตรงจุด เกิดสภาประชาสังคม ความยุติธรรมยังไม่เป็นที่ประจักษ์ ความไม่ไว้วางเจ้าหน้าที่รัฐยังคงมีเป็นจำนวนมาก แต่แนวโน้มของข้าราชการที่มีความเข้าใจประชาชนเริ่มมากเพิ่มสูงขึ้น ปัญหาการติดยาเสพติดและการแพร่ระบาดของยาเสพติดมีมากไทยพุทธมีความรู้สึกไม่สบายใจและน้อยใจที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติต่อประชาชนโดยไมยุติธรรม กระแสกระบวนการสร้างสันติภาพ การสนับสนุนให้ข้าราชการมุสลิมไทยปฏิบัติงานในพื้นที่ สถานการณ์ไฟใต้เป็นประเด็นที่ถูกถามถึงในเวทีโลก เหตุการณ์จลาจลในเรือนจำจังหวัดนราธิวาส งบประมาณมากการแก้ไขปัญหาทำได้น้อย สื่อมวลชนสื่อสารเหตุการณ์ที่เป็นเฉพาะด้านความรุนแรงในพื้นที่ จนเป็นเหตุให้รู้สึกหวาดกลัว
กระบวนการที่ใช้เป็นกระบวนการที่ 2 คือ การร่วมกันแสวงหาทางออกและแนวทางการแก้ไขปัญหาผ่านกระบวนการเวิลด์คาเฟ่ เพื่อให้ผู้เขาร่วมประชุมฯ ได้มีโอกาสในการเสนอความคิดเห็นที่มีต่อการแก้ไขปัญหาของจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีความสำคัญจากการจัดกลุ่มข้อมูลทีได้รับจากกระบวนการถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านกระบวนการ Time Line Story ผ่านประเด็นคำถาม ๓ ข้อ คือ
๑. ท่านคิดว่าภาพอนาคตของจังหวัดชายแดนภาคใต้ควรเป็นอย่างไร
๒. การจัดการศึกษาเฉพาะพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ควรมีลักษณะอย่างไร
๓. จังหวัดชายแดนภาคใต้ควรจะมีการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ อย่างไร
ทั้งนี้ สามารถประมวลข้อสรุปสำคัญๆ ในแต่ละกลุ่ม ได้ดังต่อไปนี้
ท่านคิดว่าภาพอนาคตของจังหวัดชายแดนภาคใต้ควรเป็นอย่างไร
ความหวาดระแวงระหว่างพุทธ-มุสลิม และเจ้าหน้าที่รัฐ-พี่น้องมุสลิม เป็นผลสืบเนื่องจากการใช้อุบายของฝ่ายตรงข้ามที่ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด ตกหลุมพราง ในอดีตไม่มีเหตุการณ์รายวัน สามารถอยู่ร่วมกันอย่างปกติ แต่วันนี้เหตุการณ์เปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน ผู้เกี่ยวข้องจะมีการรับมือ หรือการจัดการอย่างไร ทั้งนี้ จะต้องอยู่ภายใต้กรอบของความยุติธรรม ความถูกต้องและมีประสิทธิภาพ (โดยเฉพาะ            การทำงานของรัฐ)
คนในพื้นที่ต้องการความเคารพอย่างยิ่ง คนในพื้นที่ต้องการเป็นผู้กระทำ/ผู้ปกครอง เป็นเสมือนผู้ดีตกยากที่ด้อยวัฒนธรรมกว่าคนอื่นๆ หากใครให้ความสำคัญ จะรู้สึกภาคภูมิใจมาก เป็นเรื่องตรงกันข้ามกับข้าราชการที่ไม่ยอมเสียศักดิ์ศรี ซึ่งในความเป็นจริงไม่ใช่เพราะคนในพื้นที่ต้องการเห็นข้าราชการเป็นผู้มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งจะสามารถทำให้เกิดความรักและเกิดเป็นความเคารพและชื่นชมในความแตกต่างซึ่งกันและกันได้
            ภาพอนาคตที่ต้องการเห็น คือ
                ระยะใกล้ การยุติความรุนแรง ระหว่างรัฐไทยกับขบวนการปลดปล่อย จนยืดเยื้อมาถึงปัจจุบัน             ต้องอาศัยการเจรจา การวางอาวุธล้มเลิกอุดมการณ์ของทั้ง ๒ ฝ่าย และการดำเนินการตามความต้องการของประชาชน
ระยะไกล ผู้ปกครองต้องมีความรับผิดชอบ ในเรื่องเศรษฐกิจและสังคมที่ต้องวางรากฐานการพัฒนาต่อไปในอนาคต
ทั้งนี้ ต้องมีการจัดรูปแบบการวางระเบียบมุสลิมใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในบริบทสังคมไทยที่ยุติธรรม (การปฏิบัติตามวิถีวัฒนธรรม ศาสนาและความเป็นคนสัญชาติไทย) และให้ความสำคัญกับ ๔ เรื่องหลัก เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืน คือ
๑. วิถีตามศาสนา
๒. การปกครอง
๓. ความเชื่อมั่นในความเข้าใจกัน ทำอะไรที่เกื้อกูลกัน จริงจังและจริงใจ การเปิดพื้นที่เพื่อพุดคุยกัน
๔. เร่งแก้ไขปัญหาและความเบี่ยงเบนต่างๆ เช่น อบายมุข ยาเสพติด เป็นต้น
การจัดการศึกษาเฉพาะพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ควรมีลักษณะอย่างไร
การจัดการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แบ่งเป็นการจัดการศึกษาที่ดำเนินการโดยรัฐบาล (ก่อนประถมศึกษา ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา) และโดยเอกชน (เหตุผลทางการศาสนา) แต่ปัญหา คือ การจัดการศึกษาแยกขาดออกจากชุมชน และนำไปสู่การจัดระบบการศึกษาที่ไม่มีประสิทธิภาพ
ข้อเสนอ
ควรให้ท้องถิ่นเป็นผู้จัดการศึกษาในพื้นที่ เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าวข้างต้น แต่จะทำอย่างไรให้การศึกษาทุกเรื่องเป็นการศึกษาทางศาสนา ซึ่งจะมีความเชื่อมโยงกัน เช่น คณิตศาสตร์กับกฎหมายมรดกอิสลาม เป็นต้น อย่าเอาวิชาเป็นตัวตั้ง ให้เอาหลักศาสนามาเป็นตัวตั้งแทน ต้องบูรณาการให้เป็นเนื้อเดียวกัน
ครูที่ผ่านการศึกษาตามระบบรัฐไทย จะไม่มีความเข้าใจตามประเด็นข้อเสนอข้างต้น ซึ่งในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการจัดการเรียนการสอนเรื่องนี้ไปบ้างแล้ว แต่ไม่มีการผลิตครูตามกระบวนการสอนดังกล่าว ดังนั้น จะต้องมีการผลิตครูเพื่อทำหน้าที่สอนในเรื่องนี้ในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ และอาจจะส่งออกครูไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่มีลักษณะภูมิสังคมเช่นเดียวกับ จังหวัดชายแดนภาคใต้
จังหวัดชายแดนภาคใต้ควรจะมีการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ อย่างไร
ต้องมีการสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ เพื่อก้าวข้ามไปสู่ความเป็นอาเซียน โดยให้มุ่งเน้นการเสริมพลังท้องถิ่นให้สามารถจัดการตนเองได้ ส่งเสริมการเรียนรู้จริง เพื่อป้องกันการเกิด Culture Shock การเตรียมความพร้อมต้องดำเนินการ
๑ เตรียมความพร้อมของคน ให้รู้จักตนเองและเพื่อนบ้าน ภายใต้องค์ความรู้และอุดมการณ์รักชาติและสังคม
๒ การสร้างสื่อเชิงบวกให้แก่กลุ่มเยาวชนมากขึ้น
๓ การสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน
ทั้งนี้ ต้องการให้รัฐและผู้ที่เกี่ยวข้องให้ความสนใจกับสภาพชีวิตและความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มากขึ้น เพราะหลายปีที่ผ่านมา มุ่งเน้นในเรื่องของการพัฒนาทางเศรษฐกิจเป็นหลักทำให้เรื่องดังกล่าวถูกมองข้ามไป โดยการดำเนินการตามข้อเสนอข้างต้น จะสามารถดำเนินการเมื่อมีการผ่อนคลายเงื่อนไขด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินและความยุติธรรมของคนในพื้นที่ ซึ่งจะต้องเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วนและจริงจัง ผ่านกระบวนการ ดังนี้ อยากเห็นภาพในอนาคตอันใกล้
๑. เปิดการเจรจาด้วยกระบวนการสันติวิธี
๒. ให้ประชาชนเป็นผู้กำหนดบทบาท/ชีวิตตนเอง
๓. มีมาตรการวางอาวุธทุกฝ่าย