ดร.ปัณณ์ อนันอภิบุตร
คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
เมื่อได้รู้ว่าจะได้เดินทางไปเยอรมนี ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ผมจะได้ไปเยือนยุโรป แม้ว่าผมจะได้เดินทางไปเยือนทวีปต่างๆ มาหลายทวีปแล้วก็ตาม แต่ยังคงไม่เคยได้มาเยือนยุโรปเสียที ต้องขอขอบคุณมูลนิธิฟรีดริช เนามัน เป็นอย่างสูงที่ได้ให้โอกาสแก่ผมในครั้งนี้
ผมขอเล่าประสบการณ์ที่ผมได้เดินทางไปที่เยอรมนีคร่าวๆ นะครับ วันแรกที่ไปถึงก็แสดงความเปิ่นเลย พอลงเครื่องที่สนามบินแฟรงเฟิร์ต ก็ต้องเดินไปยังสถานีรถไฟซึ่งอยู่ไม่ห่างจากสนามบิน เพื่อต่อรถไฟไปยังเมืองโคโลญจน์ และที่สถานีรถไฟนั้นเอง เมื่อเห็นเคาน์เตอร์ซึ่งมีเครื่องขายกาแฟตั้งอยู่ ผมก็จัดการเดินเข้าไปกดเจ้าเครื่องนี้โดยทันที ด้วยหวังว่าพอกดแล้วก็จะมีถ้วยกระดาษออกมารองรับและมีกาแฟไหลลงมาที่ถ้วยโดยอัตโนมัติ (ซึ่งผมก็เห็นว่าเครื่องจำหน่ายกาแฟที่เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เป็นอย่างนี้) แต่ที่ไหนได้ การณ์กลับปรากฏว่า เมื่อผมกดปุ่มไปแล้ว กาแฟไหลออกมาจากเครื่อง โดยไม่มีแก้วกาแฟออกมาแต่อย่างใด ทำให้กาแฟไหลหกเลอะเทอะหมด เจ้าของร้านก็หันมาต่อว่าผมด้วยภาษาเยอรมัน และชี้ให้ผมดูป้ายที่ตั้งไว้ (ซึ่งคงจะเขียนทำนองว่า “ให้ขอแก้วกาแฟจากพนักงาน”) ผมก็รีบขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ และก็งงว่า คุณขายกาแฟอยู่ที่สถานีรถไฟ (ซึ่งอยู่ติดกับสนามบิน) ก็ควรจะรู้ว่า ต้องมีนักท่องเที่ยวมากมายอยู่แล้ว แต่กลับไม่ยอมเขียนป้ายเป็นภาษาอังกฤษ แล้วนักท่องเที่ยวที่ไหนเขาจะรู้ล่ะเนี่ย ไม่รู้ก็เป็นความผิดนักท่องเที่ยวอีก สงสัยเที่ยวหน้าผมต้องหัดเรียนภาษาเยอรมันก่อนไปประเทศนี้
หลังจากนั้นผมก็นั่งรถไฟไปยังเมืองโคโลญจน์ ความเร็วเท่าที่ผมคำนวณด้วยตนเองคร่าวๆ น่าจะอยู่ที่ประมาณ 250 กม.ต่อชั่วโมง แหม ผมล่ะอยากให้รถไฟไทยของเราเป็นอย่างนี้บ้างจัง พอไปถึงเมือง โคโลญจน์ ก็มีเจ้าหน้าที่จากสถาบันขับรถโฟร์คตู้มารับ เขาขับบนทางหลวงเพื่อไปยังสถาบัน ความเร็วก็ไม่เท่าไหร่ แค่ประมาณ 150-160 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้นเอง ทำให้ผมเรียนรู้ว่า คนเยอรมันรักความเร็ว และกฎหมายจราจรของประเทศเยอรมนีนี้ใจดีมาก อนุญาตให้เหยียบได้เต็มที่
เมื่อไปถึงสถาบัน ผมก็ได้เจอกับเพื่อนๆ อีก 20 ชาติ ซึ่งเป็นตัวแทนมาชาติละ 1 คน (ยกเว้นฮอนดูรัส ที่มีมา 2 คน) ตัวแทนของแต่ละชาติที่มาก็ไม่ธรรมดา ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลสำคัญในพรรคการเมือง องค์กรอิสระ และหน่วยงานราชการทั้งสิ้น ด้วยความหลากหลายของประเทศที่เข้าร่วมนี่เอง ทำให้เราได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ระหว่างกัน ซึ่งเป็นประโยชน์มากเพราะแต่ละคนต่างก็ถูกหล่อหลอมมาจากหลากหลายวัฒนธรรม ในส่วนของผมเองก็จะไปสนิทกับเพื่อนจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย และจีน สงสัยจะเป็นเพราะว่าเป็นพวกผมดำเหมือนกันเลยคุยกันถูกคอ ที่ตั้งของสถาบันเองก็ตั้งอยู่บนยอดเขา ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งแก่การเรียนหนังสือและปลีกวิเวก เพราะไม่มีสิ่งเริงรมย์และแหล่งชอปปิ้งที่จะยั่วยุให้จิตใจว่อกแว่กไปได้ (อีกนัยหนึ่งคือไม่รู้จะหนีไปไหนดี) กิจกรรมที่ผมเลือกทำจึงเป็นแนวกีฬา โดยเล่นกีฬาทุกประเภทที่สถาบันมีให้ นั่นคือ โต๊ะพูล โต๊ะบอล ปิงปอง และฟุตบอล ขณะเดียวกันสถาบันก็มีผับส่วนตัวไว้บริการด้วย
ลักษณะการสัมมนาก็เป็นการจัดห้องประชุมรูปตัวยู ให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาหันหน้าเข้าหากัน และแต่ละคนก็ล้วนแต่มีความคิดเห็นเป็นของตนเอง และกล้าแสดงออก ทำให้บรรยากาศการแสดงความเห็นเป็นไปอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน ตลอดช่วงการสัมมนา วิทยากรรับเชิญที่มาบรรยายก็เป็นผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศเยอรมนี และมีมุมมองที่น่าสนใจทั้งสิ้น และบ่อยครั้งที่วิทยากรจะให้ทำกิจกรรมกลุ่ม แล้วก็มานำเสนอในช่วงเย็นของแต่ละวัน
กิจกรรมทัศนศึกษา ดูเหมือนว่าจะเป็นกิจกรรมที่พวกเราชื่นชอบมากเป็นพิเศษ โดยทางสถาบันได้พาพวกเราไปยังเมืองโคโลญจน์ และเมืองฮันโนเวอร์ ซึ่งทางสถาบันได้เปิดโอกาสให้เราได้เที่ยวชมเมืองอย่างเต็มที่ โบสถ์และแม่น้ำไรน์ของเมืองโคโลญจน์ สวยและน่าประทับใจมาก นอกจากนี้พวกเราก็ได้รับฟังการบรรยายพิเศษจากหน่วยงานราชการ เช่น Ministry of Economic Affairs, Technology and Transport (กระทรวงด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยีและการขนส่ง) และ Job Center (ทำหน้าที่คล้ายกรมการจัดหางานของไทย) และใครจะไปคิดว่าพวกเราจะได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าร่วมในกิจกรรมของพรรค National Convention of the Liberal Party (พรรคเสรีนิยมแห่งชาติหรือเอฟดีพี-FDP) ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองฮันโนเวอร์ ซึ่งขณะนั้นกำลังมีการรณรงค์ในการเลือกตัวแทนเข้าไปเป็นตัวแทนในสหภาพยุโรป นอกจากนี้ ทางสถาบันยังได้เชิญบุคคลสำคัญระดับชาติในพรรคเอฟดีพี มาบรรยายให้แก่พวกเราฟังเป็นการส่วนตัว เช่น นาย Otto Fricke (อ็อตโต ฟริกเคอะ)สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และประธานกรรมาธิการงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรเยอรมนี ซึ่งบุคคลดังกล่าวมีบุคลิกที่ดี ความคิดที่เฉียบแหลม จนไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมเขาจึงไปได้ไกลขนาดนี้ ข้อสังเกตที่ผมมีเกี่ยวกับพรรคเอฟดีพี นี้ก็คือ ได้มีคนหนุ่มไฟแรงก้าวเข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งน่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีที่สื่อให้เห็นถึงแนวคิดหลักของอุดมการณ์เสรีนิยมที่เชื่อในเรื่องประสิทธิภาพและความสามารถ มากกว่าปัจจัยอื่นๆ (เช่น ความอาวุโส) นอกจากนี้ ทางสถาบันได้เปิดโอกาสให้พวกเราเข้าร่วมกิจกรรมประจำปีและการแสดงดอกไม้ไฟของเมืองฮันโนเวอร์ โดยอนุญาตให้พวกเราได้เข้าไปร่วมภายในบริเวณที่จัดไว้สำหรับบุคคลสำคัญและสมาชิกพรรคเอฟดีพีซึ่งพวกเราไม่ได้คาดคิดว่าจะมีโอกาสได้สัมผัสใกล้ชิดมากขนาดนี้
ในส่วนของสาระและเนื้อหาของการสัมมนานั้น ใจความที่ผมได้จากการสัมมนาตลอด 2 สัปดาห์ ก็คือ ความไม่เท่าเทียมและความไม่ยุติธรรมนั้นเป็นของธรรมดาที่ดำรงอยู่คู่กับโลกมนุษย์ ทั้งนี้เพราะชีวิตของมนุษย์ถูกกำหนดจากปัจจัยมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความใฝ่ดี ความพยายาม ความสามารถ และที่สำคัญคือ “โชคชะตา” ซึ่งไม่มีใครสามารถไปกำหนดได้ ดังนั้น ความเท่าเทียมและความยุติธรรมที่เราควรจะคำนึงถึงคือ ความเท่าเทียมและความยุติธรรมต่อหน้ากลไกตลาด โดยเราควรจะต้องเปิดโอกาสให้ปัจเจกบุคคลทุกคน สามารถเข้ามาแข่งขันในตลาดได้โดยเสรี อันจะทำให้ปัจเจกบุคคลทุกคนต้องรู้จักเผชิญความเสี่ยง มีความเป็นเจ้าของกิจการที่สามารถใช้พลังความสามารถของตนได้เต็มที่ และสิ่งนี้เองที่จะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่นำไปสู่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และความสุขของมวลมนุษยชาติในที่สุด ทั้งนี้ รัฐบาลจะต้องเข้ามาแทรกแซงและควบคุมการทำงานของกลไกตลาดให้น้อยที่สุด ให้ขนาดของรัฐบาลเล็กที่สุด และเก็บภาษีน้อยที่สุด เพราะการเก็บภาษีจากคนรวยมาช่วยเหลือยังคนจน (โดยหวังจะสร้างความเท่าเทียมในการกระจายรายได้) นั้น เป็นการให้แรงจูงใจที่ผิด นั่นคือ เป็นการทำโทษคนรวย (ที่ขยันทำมาหากิน) และส่งเสริมคนจน (ที่ขี้เกียจทำงาน หรือขี้เกียจพัฒนาตนเอง) แนวคิดดังกล่าวนี้ เป็นที่ถกเถียงกันได้ไม่รู้จบ
สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตพบก็คือ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ด้วยจุดยืนที่สุดโต่งของพรรคเอฟดีพีที่ไม่ให้ความสำคัญกับกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสในสังคมมากนัก น่าจะย้อนกลับมาเป็นข้อจำกัดของพรรคเอง ในการที่จะได้เสียงสนับสนุนการคนส่วนใหญ่ของประเทศ (อันจะทำให้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลสูงขึ้น) ทั้งนี้เพราะ ดูเหมือนว่าฐานเสียงของพรรคเอฟดีพีจะค่อนข้างแคบและจำกัดเฉพาะเป็นกลุ่มคนชั้นนำ ที่มีการศึกษาดี มีฐานะ มีหน้าที่การงานที่ดี เช่น กลุ่มแพทย์ และวิศวกร ฯลฯ เท่านั้น
โดยสรุปแล้ว การสัมมนาในครั้งนี้ ได้ช่วยเปิดโลกทัศน์ให้ผมเป็นอย่างดี ทำให้ผมได้มีโอกาสได้รับประสบการณ์แบบ first-hand จากกิจกรรมการเมืองของประเทศเยอรมนี ได้เห็นถึงการถกเถียงกันในเชิงของอุดมการณ์ของพรรคการเมือง ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นมิติที่ขาดไปจากพรรคการเมืองไทย (ซึ่งอาจถือได้ว่า ไม่เคยมีการต่อสู้ทางด้านอุดมการณ์เกิดขึ้นเลย) ดังนั้น หากใครที่กำลังคิดจะสมัครเข้าร่วมในโครงการที่จัดโดย International Academy for Leadership นี้ ขอได้โปรดอย่าลังเล โอกาสดีๆ เช่นนี้หาไม่ได้บ่อยครั้งในชีวิตครับ
