งานของพวกเรา: ว่าด้วยเรื่องเสรีภาพ

มูลนิธิฟรีดริช เนามัน มีชื่อและตราสัญลักษณ์ใหม่ ซึ่งอ่านได้ว่า:

ฟรีดริช เนามัน ชติฟตุง เฟือ ดี ฟไรไฮท์ (Friedrich-Naumann-Stiftung für die Freiheit) หรือ มูลนิธิฟรีดริช เนามันเพื่อเสรีภาพ

สำหรับนักเสรีนิยมแล้ว คุณค่าหลักที่เป็นรากฐานของสังคมก็คือเสรีภาพและอิสรภาพ อย่างไรก็ตาม ในหลายประเทศทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่ที่ประเทศเยอรมนีเอง อุดมการณ์ด้านเสรีภาพถูกโจมตีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ผู้คนต่างพุ่งเป้าไปที่ความเสมอภาคของผลลัพธ์ หรือกล่าวถึงเสรีภาพส่วนบุคคลด้วยความระแวงเพราะนิยาม “ความเป็นธรรมทางสังคม” หรือ “ความมั่นคง” แบบผิด ๆ ความรู้สึกด้านลบต่ออุดมการณ์เสรีนิยมดังกล่าว สามารถสังเกตเห็นได้จากการต่อต้านตลาดเสรีและการแข่งขัน รวมทั้งความพยายามที่จะจัดระเบียบและควบคุมคำพูดของประชาชนในที่สาธารณะ ควบคุมการแต่งกาย พฤติกรรม อาหารที่บริโภคเข้าไป ตลอดจนบุคคลที่คบค้าสมาคมด้วย ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว “สงครามจากความหวาดกลัว” นี้ ยังได้รับเสียงตอบรับอย่างกระตือรือร้นจนน่าสงสัยจากรัฐบาลทั่วโลก ทั้งในหมู่ประเทศที่ร่ำรวยและยากจน ในการขยายอำนาจของตำรวจและควบคุมเสรีภาพส่วนบุคคล

การไม่เรียนรู้จากบทเรียนที่เกิดขึ้นประวัติศาสตร์นับเป็นแนวโน้มที่น่าวิตก ลัทธิสังคมนิยมล่มสลายลงไปไม่ถึง 20 ปีก่อน สาเหตุนั้นก็ไม่ได้เป็นเพราะแรงกดดันจากภายนอก แต่มาจากความขัดแย้งภายในหลักการที่มีมาแต่ดั้งเดิม กระแสแห่งการเป็นประชาธิปไตยโถมเข้าใส่ทวีปเอเชียหลังจาก ค.ศ. 1986 เมื่อประเทศฟิลิปปินส์เริ่มต้นโดยการล้มล้างอำนาจเผด็จการของมาร์คอส และด้วยเหตุผลอันสมควร นั่นคือการปกครองแบบเผด็จการไม่เป็นผลดีต่อประเทศ การจำกัดเสรีภาพทางเศรษฐกิจจะไปขัดขวางการเจริญเติบโตของประเทศและลงเอยด้วยความยากจนแบบถาวร อีกประการหนึ่งคือ การขาดเสรีภาพทางการเมืองเท่ากับการหมดหนทางยับยั้งรัฐบาลที่ละโมบได้

ในทางกลับกัน เสรีภาพทางการเมืองมีส่วนช่วยยับยั้งโอกาสใช้อำนาจโดยมิชอบธรรมของรัฐบาล การกำหนดวาระการปกครองทำให้อำนาจบริหารสามารถหมุนเวียนเปลี่ยนได้ ในขณะที่เศรษฐกิจเสรีเองก็เปิดทางให้มีการใช้ความคิดสร้างสรรค์ เนื่องจากการแข่งขันเป็นการหาวิธีนำทรัพยากรและพลังงานไปใช้ให้ได้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด จึงเป็นการกระตุ้นให้เกิดการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้น นอกจากนี้ ยังมีหลักนิติรัฐซึ่งช่วยคุ้มครองเสรีภาพส่วนบุคคลมิให้ถูกละเมิด อีกทั้งช่วยรับประกันการดำเนินการด้านเสรีภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองจะเป็นไปอย่างโปร่งใสตามข้อกฎหมายกำหนด ฉะนั้นสังคมที่เป็นเสรีอย่างแท้จริงจึงต้องอาศัยสถาบันหลักทั้งสามเป็นองค์ประกอบ หากขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไป ส่วนที่เหลือก็จะตกอยู่ในอันตราย

เสรีภาพก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงโดยฉับพลันและจะเปลี่ยนแปลงสังคมต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยากสำหรับผู้คนและวัฒนธรรมที่ให้คุณค่ากับความมั่นคงและความแน่นอน สำหรับคนเชื่อในเรื่องการการแบ่งสันปันส่วนหรือสังคมนิยมนั้นอาจจะเห็นว่าจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันและการแสวงหาความร่ำรวยเป็นสิ่งที่ไม่สมควร

บางทีเสรีภาพอาจฝังรากลึกอยู่ภายในจิตใจของมนุษย์อยู่แล้ว แต่ต้องสู้รบกับสัญชาติญาณที่เป็นเงื่อนไขของมนุษย์มานานนับสหัสวรรษ ขณะเดียวกันเราอาจจะยังคงต้องต่อสู้เพื่อเลือกระหว่างทำตามหัวใจที่เชิดชูความมีมั่นคงและความกลมเกลียว หรือเลือกฟังสติปัญญาที่บอกเราว่าไม่มีใครมีสิทธิหรือความสามารถจะมากำหนดมาตรการควบคุมสังคมได้ สังคมถูกประกอบขึ้นใหม่ทุกวันโดยบุคคลแต่ละคน จิตวิญญาณของมนุษย์เป็นผู้สร้างสังคมวนเวียนอย่างไม่รู้จบและไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้ว่าสังคมจะเป็นไปในทิศทางใด สิ่งที่เราทำได้มีเพียงสร้างวิถีทางให้แก่พลังแห่งความคิดสร้างสรรค์นี้ เพื่อที่ว่าจะได้ไม่มีใครเจ็บตัวจากขั้นตอนการเติบโตทางสังคม ไม่ว่าผู้ใดก็ตาม ทุกคนมีสิทธิได้รับโอกาส หากแต่สิ่งเดียวที่ต้องหลีกเลี่ยงคือการบีบบังคับอันจะนำไปสู่ความนิ่งเฉยและถดถอยในที่สุด

นี่คือเหตุผลที่เราอยากให้ตัวเราและผู้ร่วมงานของเราพึงระลึกไว้เสมอว่า งานของพวกเราไม่ได้เป็นเพียงนโยบายด้านเสรีนิยม หรือประชาธิปไตย หรือสิทธิมนุษยชน แต่ทั้งหมดเพราะเราเชื่อว่าความเป็นอยู่ของมนุษย์เป็นพื้นฐานที่สำคัญของทุกอย่าง และยังเป็นเครื่องยืนยันในการวัดผลงานของพวกเราได้เป็นอย่างดี