สร้างประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง

ประชาธิปไตยตามแนวทางเสรีนิยม

คำว่าประชาธิปไตยตามแนวทางเสรีนิยมเป็นการรวมกันของคำว่าประชาธิไตย และความเป็นเสรีนิยม แก่นของความเป็นเสรีนิยมคือเสรีภาพของแต่ละบุคคลและการปกป้องธำรงเสรีภาพดังกล่าวไว้ เนื่องจากประชาธิปไตยเพียงคำเดียวโดยทั่วไปจะหมายถึงหลักการใช้เสียงข้างมาก ซึ่งในทางปฏิบัติอาจนำไปสู่การใช้อำนาจกดขี่โดยเสียงข้างมากได้ นั่นคือ เสียงข้างมากอาจตัดสินใจกระทำการใดๆที่เป็นผลร้ายต่อเสียงข้างน้อย หรือผ่านกฎหมายที่ทำให้ชนกลุ่มน้อยมีความเสียเปรียบ

ประชาธิปไตยตามแนวทางเสรีนิยมจะมีการอุดช่องว่างผ่านกระบวนการทางประชาธิปไตยและขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นการคุ้มครองเสียงข้างน้อย ซึ่งหมายความว่า เมื่อต้องมีการผ่านกฎหมายฉบับหนึ่งๆ มาตราจำเพาะที่พิทักษ์สิทธิของเสียงข้างน้อยก็ต้องได้รับการคำนึงถึงด้วยเช่นกัน เสียงข้างมากไม่สามารถผ่านกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองแต่ละเมิดสิทธิของเสียงข้างน้อยได้ หรือหากมีการทำเช่นนั้นจริง ฝ่ายเสียงข้างน้อยก็สามารถยื่นอุธรณ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญได้

ประชาธิปไตยตามแนวทางเสรีนิยมเคารพและคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของเสียงข้างน้อย ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่อยู่ในบริบทสังคมขณะนั้น สังคมเช่นนี้จะใช้หลักนิติรัฐ ที่จำกัดอำนาจรัฐและธำรงความเป็นอิสระของอำนาจตุลาการ ประชาธิปไตยตามแนวทางเสรีนิยมจะรับเอาระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาใช้ เอื้อให้สาธารณชนตรวจสอบการกระทำของรัฐบาลได้อย่างละเอียด และเป็นการรับประกันว่ารัฐบาลจะไม่สามารถผูกขาดอำนาจในการกระทำการต่างๆตามอำเภอใจ

ตัวอย่างเช่น เสียงข้างมากอาจต้องการห้ามผู้หญิงมีสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง แต่การใช้หลักนิติรัฐภายใต้ระบอบประชาธิปไตยตามแนวทางเสรีนิยมจะป้องกันไม่ให้เกิดการห้ามเช่นนั้นขึ้น เนื่องจากหลักนิติรัฐกำหนดว่า บุคคลทุกคนมีความเสมอภาคกันภายใต้กฎหมาย ดังนั้นจึงไม่สามารถแบ่งแยกว่า ชายจะมีสิทธิชุดหนึ่งในการกระทำสิ่งต่างๆ และหญิงมีสิทธิอีกชุดหนึ่งได้

ประชาธิปไตยตามแนวทางเสรีนิยมให้คุณค่าสังคมที่มีความแตกต่างหลากหลายและการยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น และเห็นการขัดแย้งและความคิดเห็นที่แตกต่างกันเป็นเรื่องธรรมดา หรือถึงขั้นมองในแง่ดีด้วยดีด้วยซ้ำ เสียงข้างมากอาจจะผิดหรือถูกก็ได้ หากเสียงข้างมากมีความเห็นที่ผิด ก็มีกระบวนการสำหรับการอภิปรายที่เปิดกว้างและการโต้แย้งระหว่างคนที่มีความเชื่อมั่นและความคิดเห็นที่ต่างกัน หากไม่มีการโต้เถียงอภิปรายใดๆ ก็ไม่มีทางเลยที่จะทราบได้ว่าประชาชนต้องการอะไร หรือพบทางแก้ปัญหาที่อาจจะดีกว่าได้